อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้"ทรงตัว"ที่ระดับ  33.35 บาท/ดอลลาร์

21 ต.ค. 2564 เวลา 0:53 น. 67

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทยังมีทิศทางการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แนวต้านสำคัญยังอยู่ในโซน 33.50-33.60แนวรับที่ 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.35 บาทต่อดอลลาร์ไม่เปลี่ยนแปลง จากระดับปิดวันก่อนหน้า กรอบวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.45 บาท/ดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์    นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน   ธนาคารกรุงไทยระบุว่าแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังมีทิศทางการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยปัจจัยหนุนในฝั่งแข็งค่าคือ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดที่จะกดดันให้เงินดอลลาร์่อ่อนค่าลง รวมถึง โฟลว์ขายทำกำไรทองคำ ซึ่งเราคาดว่าจะเริ่มเห็นภาพดังกล่าว หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

อย่างไรก็ดี ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะฟันด์โฟลว์หุ้นนั้น จะเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้ เพราะจะเห็นได้ว่า หากนักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรหุ้นไทย ก็อาจกดดันให้เงินบาทผันผวนในฝั่งอ่อนค่า กลับกัน แรงซื้อหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติจะช่วยหนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้น ดังที่เห็นในสัปดาห์นี้ เรามองว่า โฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจมีการซื้อ-ขาย สลับกัน จนกว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจจะมีทิศทางดีขึ้นชัดเจนและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเริ่มดีขึ้น จนนักวิเคราะห์มีการปรับเป้าผลกำไร ซึ่งจะช่วยลดระดับ Valuation ของหุ้นไทยให้ถูกลงจนน่าสนใจได้ เนื่องจากปัจจุบัน ระดับ Valuation หุ้นไทยถือว่าแพงพอสมควร 

ทั้งนี้ แนวต้านสำคัญของเงินบาทยังอยู่ในโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ส่งออกบางส่วนต่างรอขายเงินดอลลาร์อยู่ ส่วนผู้นำเข้าบางส่วนก็รอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ เงินบาทยังมีแนวรับสำคัญที่โซน 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์ 

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.45 บาท/ดอลลาร์

บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมยังอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด ขณะที่ ผู้เล่นในตลาดก็ไม่ได้กังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งสอดคล้องกับความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ที่ต่างมองว่า เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงเพียงชั่วคราว อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่มองว่า หากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงนานเกินกว่าคาดในปี 2022 อาจทำให้เฟดจำเป็นต้องพิจารณาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นการทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีหน้า  นอกจากนี้ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาดยังได้สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin ที่ล่าสุดปรับตัวขึ้นแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว

ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดได้หนุนให้ ในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 เดินหน้าปรับตัวขึ้นราว +0.37% ในขณะที่ ดัชนี หุ้นเทคฯ Nasdaq กลับย่อตัวลงเล็กน้อย -0.05% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นแรงขายทำกำไรหุ้นเทคฯ ที่รีบาวด์ปรับตัวขึ้นมาในระยะสั้น รวมถึงแรงกดดันต่อ valuation หุ้นเทคฯ หลังบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นต่อได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดอาจเลือกที่จะเน้นลงทุนในหุ้นสไตล์ Cyclical Value มากกว่าหุ้น Tech. / Growth อย่างไรก็ดี เราคาดว่ารายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจับตามองและอาจส่งผลบวกต่อทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะสั้นนี้

ส่วนทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX50 ปิดตลาด +0.13% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีเช่นกัน  อาทิ หุ้นกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคาร รวมถึง กลุ่มสินค้าแบรนด์เนม ทว่า เราเริ่มเห็นแรงขายทำกำไร หุ้นเทคฯ ยุโรป โดยเฉพาะหุ้นที่ตลาดคาดหวังผลประกอบการไว้สูง อาทิ ASML -3.8% ที่ประมาณการยอดขายในไตรมาส 4 ที่น้อยกว่าตลาดคาดหวังไว้จากปัญหาด้าน Supply Chain

ในฝั่งตลาดบอนด์ ภาพตลาดเดินหน้าเปิดรับรับความเสี่ยงมากขึ้นและผลการประมูลบอนด์ 20ปี สหรัฐฯ ที่ความต้องการน้อยกว่าตลาดคาด ได้หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นกว่า 2bps สู่ระดับ 1.66% ทั้งนี้ หากบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 1.70%-1.75% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในปีนี้ เราคาดว่าอาจเห็นผู้เล่นบางส่วนทยอยเข้ามาซื้อบอนด์ระยะยาวที่ระดับดังกล่าว ทำให้บอนด์ยีลด์อาจแกว่งตัวในกรอบไม่เกิน 1.75% จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาหนุนการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังผู้เล่นในตลาดลดการถือครองเงินดอลลาร์เพื่อหลบความผันผวนลงตามการทยอยเปิดรับความเสี่ยงของตลาด ทำให้ล่าสุด ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ย่อตัวลงกลับไปที่ระดับ 93.60 จุด ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นมาใกล้ระดับ 1,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับวันนี้ ตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ได้ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ต่างสนับสนุนการลดคิวอีในเดือนหน้า และยังคงมองว่า เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงชั่วคราว แต่ถ้าเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด ก็อาจทำให้เฟดจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเร็วขึ้น 

นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางของตลาดการเงินในระยะนี้ เพราะหากงบของบรรดาบริษัทจดทะเบียนต่างออกมาดีกว่าคาดหรือมีแนวโน้มจะเติบโตได้ในอนาคตและดีกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ ก็จะช่วยให้ตลาดทยอยเปิดรับความเสี่ยงต่อได้

 

ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบๆ ที่ระดับประมาณ 33.35-33.37 บาทต่อดอลลาร์ฯ ใกล้เคียงกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทั้งนี้เงินบาทยังคงรอปัจจัยใหม่ๆ มากระตุ้น โดยมีโอกาสขยับแข็งค่าขึ้นระหว่างวันตามทิศทางของสกุลเงินเอเชียบางส่วน ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายเพื่อปรับโพสิชัน หลังเจ้าหน้าที่เฟดออกมาแสดงความเห็น ซึ่งสะท้อนว่า จังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เงินเฟ้อเป็นสำคัญ 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 33.25-33.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ เม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ สถานการณ์โควิดในประเทศ ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนต.ค. และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย.
 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง