หุ้นกลุ่มพลังงานบวกคึกคัก รับราคาน้ำมันดิบโลกปรับเพิ่มขึ้น

14 ก.ย. 2564 เวลา 12:26 น.117

หุ้นกลุ่มพลังงานรับแรงซื้อคึกคักบวกนำตลาด หลังราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นตามความต้องการใช้ จากแท่นขุดเจาะอ่าวเม็กซิโกรับผลกระทบเฮอริเคนไอด้ามากกว่าคาด และมีความหวังหารือลดปัญหาสงครามการค้า

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยถึงแม้จะปิดลดลง แต่ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานปิดบวกสวนทางที่ 24,013.23 จุด เพิ่มขึ้น 234.81 จุด หรือ 0.99% และตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 14 กันยายน 2564 เพิ่มขึ้น 1,218.33 จุด หรือ 5.34% โดยราคาปิดวันที่ 14 กันยายน2564 หุ้นที่มีราคาปิดสูงสุดคือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) เพิ่มขึ้น4.17%, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) เพิ่มขึ้น 1.96%, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG) เพิ่มขึ้น 1.10% และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) เพิ่มขึ้น 0.94% ส่วนบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นายอาทิตย์ จันทร์สว่าง ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มพลังงานได้ปัจจัยบวกราคาน้ำมันดิบ WTI ปิดเหนือ 60 เซนต์เป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 71 เซนต์ หรือ 1.02% ปิดที่ 70.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาจากแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโกได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคนไอด้ามากกว่าที่คาดทำให้การฟื้นฟูการผลิตล่าช้า และความคาดหวังจากกระแสข่าวนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน หารือลดปัญหาสงครามการค้าช่วยหนุนความต้องการใช้น้ำมันดิบเพิ่มขึ้น

ด้านบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มพลังงานOverweight หลังจากประเทศซาอุดิอาระเบียลดค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ส่งมอบเดือนตุลาคม 2564 ลดลงกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลให้กับลูกค้าในเอเชีย แต่คงราคาสำหรับลูกค้ายุโรปและสหรัฐเอาไว้ ซึ่งเป็นการลดครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 หลังจากอุปสงค์ในเอเชียชะลอลงเพราะโควิด – 19 ระบาดระลอกใหม่ หลายประเทศมีการล็อกดาวน์อีกรอบ และกลุ่มโอเปกพลัสจะผลิตเพิ่มเดือนละ 400,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ โรงกลั่นในเอเชียใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 70-80% ของทั้งหมด 

 

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกกลางลดลง คือหุ้นกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากโรงกลั่นใช้น้ำมันดิบจากแหล่งดังกล่าวเป็นสัดส่วนสูง คือ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) ที่ 87%,, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ที่ 65% และบริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ที่ 53% ทั้งนี้ มองว่าแนวโน้มค่าการกลั่นในไตรมาส 4 ปี 2564 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง