‘โคลเวอร์ เพาเวอร์’ พร้อมซื้อขายใน SET 2 ก.ย.นี้

01 ก.ย. 2564 เวลา 6:33 น. 155

“โคลเวอร์ เพาเวอร์” พร้อมซื้อขายใน SET วันแรก 2 กันยายน 2564 ราคาไอพีโอหุ้นละ 3.90 บาท ระดมทุนรวม 1,248 ล้านบาท มาร์เก็ตแคป ณ ราคาไอพีโอ 4,992 ล้านบาท หวังนำเงินระดมทุนขยายธุรกิจพลังงานทั้งในและต่างประเทศ

นายเศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CV) ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และผู้ให้บริการด้านงานวิศวกรรมแบบครบวงจร เปิดเผยว่า CV จะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หมวดอุตสาหกรรมทรัพยากร พลังงานและสาธารณูปโภค วันที่ 2 กันยายน 2564  หลังจากเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) 320 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 3.90 บาท รวมมูลค่าระดมทุน 1,248 ล้านบาท และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ณ ราคาไอพีโอที่ 4,992 ล้านบาท

เศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

 

สำหรับปี 2564-2566 บริษัทได้วางแผนขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ลงทุนโครงการโรงคัดแยกและแปรรูปขยะ เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) 1 โครงการ และโรงไฟฟ้า 3 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 47.16 เมกะวัตต์ คือ โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ RDF ดำเนินการภายใต้บริษัท CVR ในจังหวัดพิจิตร ขนาดกำลังการผลิต 150 ตันต่อวัน มูลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 210 ล้านบาท คาดก่อสร้างเสร็จไตรมาส 4 ปีนี้

‘โคลเวอร์ เพาเวอร์’ พร้อมซื้อขายใน SET 2 ก.ย.นี้

นอกจากนี้ โครงการที่อยู่ระหว่างเข้าซื้อกิจการได้แก่ โรงไฟฟ้าแบบพลังงานความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าชธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 7.36 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 170 ล้านบาท คาดว่า จะเข้าทำรายการซื้อหุ้นสามัญเดิมจากผู้ขายได้ภายในเดือนกันยายน 2564

 

ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 39.8 เมกะวัตต์ เงินลงทุนโครงการละประมาณ 430 ล้านบาท รวมทั้ง 2 โครงการประมาณ 860 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จ พร้อมรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 ปี 2566

 

สำหรับข้อมูลในแบบคำขอเสนอขายหุ้น(ไฟลิ่ง) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) พบว่า โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทหลังการเสนอขายไอพีโอ 5 อันดับผู้ถือหุ้นใหญ่คือ ครอบครัวศักดิ์สิทธิเสรีกุล สัดส่วน 28.2%, ครอบครัวบัณฑิตกฤษดา สัดส่วน 16.7%, ครอบครัวเลิศเรืองศุภกุล สัดส่วน 14.6%, นางสาวเพชรรัตน์ โฆษิตวัฒนฤกษ์ สัดส่วน 4.5% และนางอาทิตยา ชาญวีรกูล สัดส่วน 2.4%

 

ด้านโครงสร้างผู้บริหาร ประกอบด้วย นายเศรษฐศิริ ศักดิ์สิทธิเสรีกุล เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรรมการบริหาร และกรรมการ และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ เป็นประธานกรรมการบริษัท และกรรมการอิสระ

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3,710 วันที่ 2 - 4 กันยายน พ.ศ. 2564

แท็กที่เกี่ยวข้อง