svasdssvasds

บล.KTBST มองแนวโน้มตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (3-7 เม.ย.) ทิศทางตลาดยังเคลื่อนไหวทรงตัว

03 เม.ย. 2560 เวลา 3:25 น. 108
บล.KTBST มองแนวโน้มตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (3-7 เม.ย.) ทิศทางตลาดยังเคลื่อนไหวทรงตัว (sideway) การซื้อขายเบาบาง แต่ยังมีแรงเก็งกำไรเป็นระยะ  มองกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้ 1,550-1,596 จุด

ดร.วิน  อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST มองตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (3-7 เม.ย.) ว่า ประเมินตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (3-7 เม.ย. 60) ว่า ผ่านช่วงของการปิดงบการเงินไตรมาส 1 ของปีนี้ไปแล้ว  ตามสถิติค่าเฉลี่ยของ SET Index 5 วันแรกหลังปิดงบจะมีลักษณะ Sideway มากกว่า ก่อนที่จะมีทิศทางที่ชัดเจนหลังจากนี้ส่วนปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการเมืองของสหรัฐฯ ที่มีปัญหาในเรื่องการออกกฎหมายและนโยบายเศรษฐกิจช้ากว่าที่คาด ด้านการเมืองของยุโรปเลือกตั้งฝรั่งเศส กับเรื่องBRExitตลาดยังมีความกังวลอยู่บ้าง เป็นแรงกดดันให้นักลงทุนยังหันความสนใจเข้าหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอีกระลอกหนึ่ง ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล , ทองคำ และเงินเยน เป็นต้น

ทั้งนี้ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯถูกคาดว่าอัตราเร่งจะไม่สูงมาก โอกาสหรือความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือน พ.ค. ยังอยู่ที่ 13% มากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่ข้อดี คือ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Fund Flow ไหลเข้ามาในตลาด Emerging Market และเป็นที่น่าสังเกตุว่า ตัวเลข Net Position ของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดเอเชียในวันศุกร์ที่ผ่านมา ชะลอการซื้อลง เมื่อเทียบกับวันอื่นๆ ของสัปดาห์ที่ผ่านมา (27-31มี.ค.)

ส่วนปัจจัยในประเทศ มีน้ำหนักในทางบวกมากขึ้น จากภาพที่ชัดเจนขึ้น ในการลงทุนและงานภาครัฐฯ แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวดี ในมุมมองของ ธปท. และ สศค. ที่เห็นว่า การเติบโตในฝั่งของภาคเอกชนและภาคการค้าต่างประเทศ ดีกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ การที่ ธปท.ลดออกบอนด์ระยะสั้น สกัดเก็งกำไรทำเงินบาทแข็ง (ล่าสุด 34.33 บาท/ดอลล่าร์) อาจชะลอการซื้อของนักเก็งกำไรลงไปบ้าง แต่คาดไม่กระทบตลาดหุ้นมากนัก

"เรายังคงการคาดการณ์ว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยหลายตัวไปแล้ว และจะมีความนิ่งมากขึ้น ทิศทางจะเป็น sideway ปริมาณการซื้อขายจะเริ่มเบาบางลงก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวในสัปดาห์ถัดไป โดยแรงขายทำกำไร น่าจะมีให้เห็นเป็นระยะๆ และมีการเข้ามาเก็งผลประกอบการไตรมาส 1 เป็นรายตัว มองว่าดัชนีในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,550-1,596 จุด "

สำหรับปัจจัยที่ควรติดตามได้แก่ 1. สถานการณ์ของต่างประเทศ ได้แก่ ตัวเลข PMI-ISM ของหลายๆประเทศ , การ Debate ครั้งที่สองของผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศส (4 เม.ย.) , รายงานประชุม FOMC (5 เม.ย.) , การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หารือกับนายกฯของจีน (6-7 เม.ย.) และรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ (7 เม.ย.) ปัจจัยต่อมาคือการเข้ามาเก็งกำไร ผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัทที่เริ่มมีการให้ทำ Preview ผลสำรวจ Bloomberg รวบรวมถึง (31 มี.ค.) ว่า 45 บริษัทที่มีการประเมินกำไร มีการเติบโต 1.0%YoYและ 21.0%QoQขณะเดียวกันประเมินว่าเงินลงทุนยังน่าจะยังมีต่อ แต่หากพลิกเป็นขายควรลดพอร์ตหุ้นที่ขึ้นมาแรงในช่วงนี้ (ที่ฝรั่งซื้อ) ลงตามไปด้วย ปัจจัยสุดท้ายคือ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ขึ้นมาแตะ $50 เหรียญ เป็นบวกต่อตลาด และทำให้ตัวเลข stock น้ำมันของผู้ประกอบการดีขึ้น