19 เมษายน 2021

คำต่อคำ สตช.แจงยิบไม่พบ "นายพล" เอี่ยวคดีไอซ์ 1.5 ตัน

05 Mar 2021 16:25 น.
อ่าน 575 ครั้ง

คำต่อคำ สตช.แจงยิบไม่พบ "นายพล" เอี่ยวคดีไอซ์ 1.5 ตัน

อ่านคำต่อคำ "พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข" ผบ.ตร. ตั้งโต๊ะแจงยิบ ผลสอบคดีไอซ์ 1.5 ตัน ยัน ไม่พบ "นายพล" เกี่ยวข้อง


5 มีนาคม 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาต (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) พล.ต.ต.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (รอง ผบช.ภ.6) พ.ต.อ.สราวุธ คนใหญ่ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 (รอง ผบก.สส.ภ.6) และ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. แถลงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีจับกุมเครือข่ายยาเสพติด ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6

ฐานเศรษฐกิจ นำรายละเอียดแบบคำต่อคำมานำเสนอ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ เกริ่นนำว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าที่ผ่านมามีกระแสวิพากวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องการสืบสวนสอบสวนคดียาเสพติดสำคัญที่เกิดในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6 และมีเอกสารราชการบางส่วนหลุดออกไปเผยแพร่ทางสื่อซึ่งก็เรียนว่า เอกสารดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนสอบสวน ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วกับจำนวนเอกสารที่หลุดออกไปนั้นถือเป็นจำนวนน้อย กลายเป็นว่า มีข้อเท็จจริงบางส่วนที่หลุดออกไปแต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดและก็เกิดการวิพากวิจารณ์เกิดการตั้งคำถาม มีการตั้งประเด็นข้อสงสัยต่อการทำหน้าของเจ้าหน้าที่ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใสหรือไม่ มีการช่วยเหลือใครเป็นพิเศษหรือไม่

สิ่งเหล่านี้ เป็นการบ่อนทำลาย ทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราก็ต้องทำความจริงให้ปรากฏ เพราะถ้าไม่ทำ ถ้าประชาชนไม่ศรัทธา ไม่เชื่อถือเรื่องกระบวนการสืบสวนสอบสวน ความเสียหายก็จะตามมา คนก็จะไม่เชื่อถือในสิ่งที่ทำลงไปและจะเกิดปัญหาความไม่เชื่อฟัง ความไม่มียึดกฎกติกา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเราก็ต้องกล่าวถึงปัญหานี้

“วันนี้ก็จะพยายามมาเล่าเท่าที่ทำได้ในส่วนที่ไม่กระเทือนต่อการสอบสวนดำเนินคดี เนื่องจากคดีก็ยังมีทั้งที่ศาลตัดสินไปแล้วและมีทั้งที่ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็จะพยายามให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้อธิบาย หากมีข้อสงสัยก็สามารถที่จะสอบถามได้ ก็จะตอบเท่าที่สามารถเปิดเผยได้”

พล.ต.ต.ดำรงค์ ชี้แจงว่า พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6 จุดเริ่มต้นที่มีคดีไอซ์ 1.5 ตัน เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตรวจพบรถบรรทุกซึ่งมีช่องดัดแปลงพิเศษ ตำรวจได้มีการสงสัยและมีการจับกุมตรวจค้นและเจอยาไอซ์ 1.5 ตัน

หลังจากนั้นได้มีการขยายผล ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ตาก ได้มีการเข้าไปดำเนินการและขยายผลและจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติม ซึ่งหลังจากที่มีการดำเนินการเบื้องต้นไปแล้ว สืบสวนภาค 6 ได้เข้าไปสนับสนุนการทำงาน แม้กระทั่ง ปปส.ภาค 6 ก็ได้ร่วมเข้าไปดำเนินการและมีการออกหมายจับผู้ต้องหาหลายคน และในคำรับของผู้ต้องหาบางส่วนก็ได้ซัดทอดถึงบุคคลอื่นซึ่งสามารถออกหมายจับและดำเนินคดีและมีคดีสมคบสนับสนุนต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งออกหมายจับผู้ต้องหาได้หลายคน และมีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาบางส่วนแล้ว ซึ่งหากมองถึงการบริหารจัดการคดีแบ่งออกเป็น 5 ห้วงเวลา ดังนี้ 

ห้วงเวลาที่ 1 เกี่ยวกับนายฐาปนันท์ ธรรมรัตน์ธาดา หรือ หนู หรือ เฉิน เริ่มตั้งแต่ปี 2557

ห้วงเวลาที่ 2 กรณีการตรวจค้นพบยาไอซ์ 1.5 ตัน ในปี 2562

ห้วงเวลาที่ 3 มีการขยายผลจนกระทั่ง จับกุมและออกหมายจับในคดีสมคบอู่ที่ต่อรถคันดังกล่าว คือ อู่ 888 ในปี 2563

ห้วงเวลาที่ 4 ได้ตัวนายเกิดชนะ ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายไว้แล้วในคดียาไอซ์ 1.5 ตัน ขอเรียกว่า เกิดชนะ 2563

ห้วงเวลาที่ 5 คือ จากคำให้การเกิดชนะมีหลักฐานบ่งชี้ไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องจึงได้ออกหมายจับและดำเนินคดีกับ ผู้หญิงที่ชื่อ หลิน ซาร์ ขอเรียกว่า หลิน ซาร์ 2563

สำหรับกรณีของนายฐปนันท์ หรือ หนูเฉิน ซึ่งเป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน รวม 56 หมาย โดยระหว่างการดำเนินคดี ปี 2557 นายฐปนันท์ หลบหนีประกันชั้นอุทธรณ์คดี ซึ่งการข่าวเบื้องต้นบอกว่า หลบหนีคดีไปอยู่ที่เมียนมา ดังนั้น เรื่องของนายฐาปนันท์จึงจบลงในปี 2557 โดยการสืบสวนทั้งหมดเป็นของกองกำกับการภูธรภาค 1

ต่อมาในวันที่ 18 ตุลาคม 2562 มีการจับกุมคนขับรถบรรทุกพ่วง และคนที่นั่งมาด้วย รวม 2 คน ที่ด่านห้วยยะอุ พบยาไอซ์ 1.5 ตัน โดยในวันดังกล่าวจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายสมโชค เนียมสกุล อายุ 38 ปี เป็นคนขับ และนายสกล การุณรักษ์ อายุ 34 ปี นั่งคู่มาข้างคนขับ โดยผู้ต้องหาทั้งสองรายให้การซัดทอดไปถึงผู้เกี่ยวข้องในขบวนการอีก 8 ราย โดยตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนและสืบสวนขยายผลจนออกหมายจับไว้และตามจับกุมได้ 6 ราย มีผู้หลบหนี 2 ราย คือ นายเกิดชนะ มีนา และนายยงค์ วงศ์สว่างกุล

ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 สืบเนื่องจากรถบรรทุกคันดังกล่าวมีการประกอบและสร้างขึ้นเพื่อใช้ขนยาเสพติดโยเฉพาะ จึงได้ร่วมกับ บช.ปส. และ ป.ป.ส. รวบรวมพยานหลักฐาน ขยายผลจับกุมและยึดทรัพย์เจ้าของอู่ต่อรถบรรทุกที่ใช้ขนถ่ายยาเสพในวันที่ 20 สิงหาคม 2563 จับเจ้าของอู่และผู้จัดการอู่ พร้อมยึดทรัพย์

กระทั่ง 23 ตุลาคม 2563 ตำรวจสามารถตามจับกุมควบคุมตัวนายเกิดชนะได้ เนื่องจากทางการเมียนมาประสานมายังไทยว่านายเกิดชนะได้เข้ามาไทยจึงได้เข้าควบคุมตัวและอยู่ระหว่างกักตัวประมาณ 10 วันโดยในวันดังกล่าว มีทีมสืบสวนดำเนินการสอบปากคำ ได้ข้อมูลกลับมาบางส่วนจนครบเวลาการกักตัวก็ได้มีการจับตัวตามหมายจับที่ออกหมายจับเอาไว้ได้ดำเนินกับนายเกิดชนะซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับและคดีได้ส่งฟ้องไปแล้ว สิ่งที่ทีมสืบสวนทำได้แค่สอบปากคำ รวบรวมพยานหลักฐาน และส่งให้อัยการ

ทั้งนี้ จากคำให้การของนายเกิดชนะ ที่ได้ให้ไว้ได้มีการพาดพิงถึงพลเรือน 4 ราย และข้าราชการ 4 ราย ทีมสืบสวนจึงนำข้อมูลทั้งหมดประกอบในสำนวน และใช้ประกอบในการสืบสวนสอบสวนพบข้อเท็จจริงบางอย่างที่บ่งชี้ได้ว่า จากการพาดพิงดังกล่าว มีหลักฐานที่สามารถดำเนินคดีกับ น.ส.หลิน-ชาล์ คนจัดการเงิน และนายฐปนันท์ ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ที่หลบหนีประกันชั้นอุทธรณ์เมื่อปี 2557 จึงได้มีการตั้งเป็นคดีใหม่ คือ คดีสภ.แม่สอด และออกหมายจับและจับตัวนางสาวหลินซา ได้ ในข้อหาสมคบ (ม.8 วรรคแรก) และจับกุมน.ส.หลิน-ชาล์ ได้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 พร้อมอายัดเงินสดได้กว่า 200 ล้านบาท ทั้งนี้ ในส่วนอื่นๆนั้นหากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็จะขยายผลต่อไป

สำหรับนายฐปนันท์ ชื่อเดิมคือ อธิษฐาน แซ่ตั้ง ฉายาที่เรียกกัน คือ ตี่ หรือ หนู หรือ เฉิน  มีหมายจับในคดีฟอกเงินตั้งแต่ปี 2557 รวม 56 หมาย และจากการข่าวระบุว่า อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดที่เกิดขึ้นในไทย

ส่วนคดียาไอซ์ 1.5 ตัน ในปี 2562 เกิดขึ้นที่ด่านห้วยยะอุ ตรวจค้นเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2562 คดีนี้สภ.พะวอ 180/2562 จับกุมนายสมโชค และนายสกล พร้อมขยายผลออกหมายจับมาได้อีก 8 ราย ซึ่งสามารถจับกุมได้ 6 ราย ในคดีไอซ์ 1.5 ตัน โดยศาลตัดสินเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ผลการตัดสินมีทั้งจำคุกตลอดชีวิต จำคุก 33 ปี และยกฟ้อง 3 ราย

ส่วนกรณีการจับกุมเจ้าของอู่ต่อรถ 888 ซึ่งขยายผลจากมาจากคดียาไอซ์ 1.5 ตัน ออกหมายจับผู้ต้องหาสองคนและออกหมายจับ และยึดทรัพย์ โดยพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนและสั่งฟ้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการที่แม่สอดโดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ต่อมาคือ กรณีการได้ตัวนายเกิดชนะ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีไอซ์ 1.5 ตัน จึงเป็นการจับกุมผู้ต้องการตามหมายจับ ซึ่งตอนนี้สำนวนและตัวของนายเกิดชนะถูกส่งให้อัยการแม่สอด ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2564 โดยมีความเห็นสั่งฟ้อง

จากนั้นได้มีการขยายผลซึ่งมีหลักฐานบ่งชี้ไปถึงน.ส.หลิน ซาร์ และเชื่อมโยงถึงนายฐปนันท์ ได้มีการเปิดคดีใหม่ คือ 180/2563 และมีการจับกุมน.ส.หลิน-ชาล์ ได้เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ยึดเงินสดได้จำนวน 3.2 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 100 กว่าล้านบาท ทั้งยังมีเงินอยู่ในธนาคารและบริษัทอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งฟอกเงินซึ่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด ได้ส่งสำนวนให้อัยการเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2564 และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาตามที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นไป



ด้านพล.ต.อ.มนู กล่าวในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ได้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการยาเสพติดและทีมงาน หลังได้รับสั่งการจาก ผบ.ตร. ก็ลงไปดูภาพรวมคดี ตั้งแต่การจับกุมเมื่อปลายปี 2562 พบว่าการดำเนินการของตำรวจภูธรภาค 6 ได้ดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ ส่วนที่นายเกิดชนะให้การซัดทอด ถ้ามีความเชื่อมโยงหรือการสืบสวนไปถึงใคร เราก็ดำเนินการตาม พ.ร.บ.สมคบฯ ตามที่ภูธรภาค6 ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่เหลือยังไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้อื่นแต่อย่างใด

ขณะที่ พล.ต.ท.มนตรี กล่าวว่า ตนได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.มนู ให้สืบค้นความเชื่อมโยงของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี ทั้งข้าราชการและประชาชนที่ถูกระบุในสำนวนการสอบสวน พบบางส่วนที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง โดยตนได้รายงานให้ พล.ต.อ.มนู ทราบทั้งหมดแล้ว

ด้าน พ.ต.ต.สุริยา รอง เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า กรณีการสืบสวนเครือข่ายนายฐปนันท์ ทางสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ร่วมสืบสวนขยายผลกับตำรวจ รายละเอียดมีบันทึกไว้ในเอกสาร สำหรับประเด็นเครือข่าของ นายฐปนันท์ โดยพฤติการณ์เป็นเป้าหมายการสืบสวนของ ป.ป.ส. มาตั้งแต่ ปี 2552 โดยคดีแรกที่มีพฤติการณ์ คือ การครอบครองยาบ้า 2.6 หมื่นเม็ด พร้อมอาวุธปืน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ นำส่งสน.พระโขนง โดยในคดีนี้เขาสู้คดียาเสพติดหลุด แต่โดนจำคุก 1 ปี ข้อหาครอบครองอาวุธปืน เมื่อเข้าไปในเรือนจำได้ไปสร้างเครือข่ายพ่อค้ายาเสพติดรายสำคัญหลายคน หลังพ้นคุกมา 2553 ก็โลดแล่นอยู่ในวงการ

ต้องเรียนว่า ในเรื่องนี้ทาง ป.ป.ส. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ขยายผลจากภูธรภาค 6 นำเสนอ นอกจากนี้ภายใต้การนำของ นายสมศักดิ์ รมว.ยุติธรรม นับแต่วันที่ขึ้นสู่ตำแหน่งได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการยึดทรัพย์และขยายผลให้ถึงตัวการและตัดวงจรทางการเงินเพื่อตัดโอกาสเครื่อข่ายเพื่อไม่ให้ค้ายาเสพติด ปปส.ได้ดำเนินการต่อเนื่องในเครือข่ายนายฐปนันท์

จนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้ดำเนินจับเครือข่ายรายสำคัญที่ภาคใต้เพิ่มเติม 1 เครือข่าย คือ นายอนันต์ แซ่โค้ว ได้ผู้ต้องหารวม 3 คน ยึดทรัพย์ได้เกือบ 3 ล้านบาทซึ่งก็ยังอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มเติม และยังมีอีกหลายเครือข่ายที่เครือข่ายของนายฐปนันท์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ยืนยันว่า สำนักงาน ปปส. คงไม่ยอมละเว้นใครคนใดคนหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลพยานหลักฐานที่สามารถฟ้องเอาผิดได้


ตอบคำถามสื่อมวลชน

1.จากการตรวจสอบบุคคลที่ถูกพาดพิง มีข้าราชการตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า คนแรกที่มีการพูดถึงเป็นพลเรือน ชื่อนายยง หรือหวัง วงศ์สว่างกุล ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีไอซ์ 1.5 ตัน ได้หลบหนีไปยังติดตามจับกุมตัวไม่ได้ คนที่สองเป็นข้าราชการพ.อ.ยศพล สิทธิกรรณ ถูกออกหมายจับในคดีสมคบฯ ที่นิคมเขาบัวแก้ว จ.นครสวรรค์ หลังจากเป็นข่าวมีการไล่ล่าตัวจนกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ หลังจากสอบปากคำนายเกิดชนะ

ลำดับต่อมาในคำให้การถึงน.ส.เฟื่องฟ้า เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในหมู่บ้านแต่ไม่มีหลักฐานสิ่งบ่งชี้ที่เพียงพอจะออกหมายจับได้ เรารู้เพียงว่า น.ส.เฟื่องฟ้าถูกกล่าวอ้างถึงแต่ยังไม่มีหลักฐาน ส่วนตำรวจทั้ง 3 คนที่ถูกกล่าวถึงในฐานข้อมูลมีการตรวจสอบเยอะมาก ในชั้นนี้ยังไม่พบหลักฐานที่พนักงานสอบสวนจะสามารถนำไปสู่การขออนุมัติในคดีสมคบต่อเลขาธิการป.ป.ส.ได้  จึงเป็นเพียงข้อมูลในการสืบสวนได้เท่านั้นเอง

2.ขอให้ช่วยขยายความ คำว่า ไม่มีหลักฐาน ขอออกหมายจับตำรวจที่ถูกซัดทอด

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในคดีมีแค่คำกล่าวอ้างแบบอย่างนั้น ในส่วนที่ตนดำเนินคดีได้ในส่วนคดีของหลิน-ชาล์กับนายฐปนันท์ ไม่ได้ออกหมายจับในคดี 1.5 ตัน แต่ตนเอาหลักฐานจากสิ่งที่มีแล้วมาเปิดเป็นคดีใหม่ เป็นยาเสพติดคนละล็อต ฉะนั้นแล้ว รายละเอียดในคดีอยู่ในชั้นของอัยการ ชี้แจงได้เพียงว่า กรณีของหลิน-ชาล์ กับนายฐปนันท์ ที่ขยายมาจากคำให้การของนายเกิดชนะ เป็นคดียาเสพติดที่ไม่ใช่ 1.5 ตัน แต่เป็นคดียาเสพติดที่มีหลักฐานอื่นบ่งชี้เลยว่า เกี่ยวข้องกัน

3.ได้มีการเรียกตำรวจที่ถูกพาดพิงไปสอบปากคำหรือไม่

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐาน ตนว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกเข้ามาให้การ

4.กรณีของน.ส.หลิน-ชาล์ ที่เป็นตัวเชื่อมให้นายฐปนันท์ ไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อจ่ายค่าดำเนินการต่างๆ มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า หลักฐานในส่วนนี้ยังไม่มี พยายามหาแล้วแต่ไม่พบเลย ทั้งนี้ได้สอบปากคำหลิน-ชาล์เพิ่มเติม ซึ่งให้การรับในส่วนที่ฟอกเงินเท่านั้น จากการตรวจสอบเอกสารทั้งหมดพบว่า หลิน-ชาล์ มีสิ่งบ่งชี้ว่า ทำธุรกิจจริง ๆ เฉพาะปี 2563 แค่ 500 ล้านบาท แต่จริงแล้วมีเงินวิ่งออกไปที่พม่ากว่า 2,000 ล้านบาท ฉะนั้น ตัวเลขที่เขย่งกันอยู่อีกพันกว่าล้านมันคืออะไร ซึ่งหลิน-ชาล์จะต้องให้รายละเอียดและข้อมูล

ทั้งนี้ บัญชีการเงินไม่พบว่า มีการโยงไปถึงเจ้าหน้าที่รายใด โดยได้ตรวจสอบบัญชีของหลิน-ชาล์ บัญชีบริษัทซีเปีย บัญชีบริษัทซันเดย์ ซึ่งหลิน-ชาล์เป็นผู้ดำเนินการอยู่ ตั้งแต่ปี 2562-2563 ไม่พบว่า ไปแตะถึงบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างถึงแต่อย่างใด

5.กรณีที่มีการซัดทอดว่าไปพบกันที่เมียวดีคอมเพล็กซ์

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า ที่บอกว่าไปพบกันที่เมียวดีคอมเพล็กซ์ เป็นคำพูดของคนที่เราได้ข้อมูลกลับมา เราก็ต้องหาหลักฐาน เหตุที่เกิดขึ้นประมาณปลายปี 2562 ซึ่งพยายามหาพยานหลักฐานแล้วแต่มีสิ่งบ่งชี้แค่นี้จริง ๆ ซึ่งเป็นเพียงคำซัดทอดชี้แจงของผู้ต้องหาว่า ไปอยู่ที่นั้นไปเจอไปตกลงไปพูดคุย ซึ่งต้องหาหลักฐานในช่วงปี 2562 พยายามหาแล้วแต่ไม่พบจริง ๆ โดยที่พูดไว้เพียงครั้งเดียว

6.กรณีที่ตำรวจที่ถูกพาดพิงจนถึงขณะนี้สืบสวนจนสิ้นข้อสงสัยแล้วใช่หรือไม่

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวอีกว่า ในส่วนการสืบสวนยังไม่จบอยู่แล้ว ตนยังคงต้องทำต่อไม่ใช่เฉพาะประเด็นที่ถูกกล่าวอ้าง นอกเหนือที่ถูกกล่าวอ้างก็ยังทำอยู่

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เอกสารที่หลุดไป คือ ชิ้นเดียว ตนว่าท่านมีในมืออยู่แล้ว ลองอ่านดูที่กล่าวถึงพล.ต.ท.เขาเขียนว่าอย่างไร เขาถามว่า รูปที่พนักงานสอบสวนให้ดูท่านเคยเห็นไหม เขาก็บอกว่าไปเห็นมาที่เมียวดี แต่ไม่ได้พูดต่อว่ามาทำอะไร มาหาใคร เจอใคร อะไรอย่างไรไม่มีเลยมีแค่นี้ สมมติว่าเราจบใครมา แล้วเขาบอกว่า คนนี้มาไถเงิน แล้วไม่ให้ เราจะจับตำรวจมาสอบไหม จะต้องดูอย่างนี้ด้วย

เพราะฉะนั้น การที่จะฟังอะไร เราต้องชั่งน้ำหนักว่า วันเวลาที่พูดเมื่อไหร่ ก็ไม่ได้มีระบุ เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำไปตามข้อเท็จจริงที่พูดถึง  ทางตำรวจภูธรภาค 6 ก็ได้ดำเนินการไปไม่จบแค่นี้ ของศูนย์ปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจยาเสพติดก็ทำ ทีมงานพล.ต.อ.สุชาติ ก็ทำทั้งหมด อย่างรองสุชาติมีอะไรก็จะมาเล่าให้ตนฟัง และท่านก็ทำมาตลอด ถ้ามันจะเจออะไรมันก็ต้องเจอ อะไรที่ควรทำก็ทำไปแล้ว

แต่ถามว่าจะยุติแค่นี้ไหม ก็ไม่ใช่ เพราะยังมีงานที่ยังไม่เสร็จ การสืบสวนเส้นทางการเงินเท่าที่เห็น เอาอย่างนี้ดีกว่าการสืบสวนไปถึงสงสัยคนไหนเขาก็เอามาดู แต่ว่าไปถึงไหนถ้ามันเจอมันเจอแล้ว ณ วันนี้ เพื่อให้สังคมสบายใจเราก็ไม่ได้หยุดถ้ามีพยานหลักฐานเพิ่มเติมดำเนินคดีได้เราก็ทำไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น

ที่ทางพ.ต.อ.สราวุธ กล่าวถึง เงิน 2,000 กว่าล้านบาทก็จะต้องมาไล่ดูว่า ไปถึงใครอีก เบื้องต้นยังไม่เจอชนกับใครโดยเฉพาะคนที่ถูกพาดพิง คือ ถ้ามันมีพยานหลักฐานขนาดเอกสารยังรั่วมาได้ แล้วถ้ามันมีมันจะไม่รั่วหรือ ถ้ามีก็ต้องออกสื่อแล้ว ผมถามลอจิกง่ายๆ ถ้ามีก็ต้องออกสื่อแล้วจะไปอยู่ตรงไหน ปัญหาคือมีหรือไม่ ทำอะไรก็ต้องชั่งน้ำหนัก

เราไม่ได้คิดว่า คนนี้จะพิเศษกว่าคนนี้ มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่อะไรที่มันเบลอที่ไม่ชัดเจนก็ถูกหยิบไปเป็นประโยชน์ ถูกหยิบไปบ่อนทำลายความเชื่อถือ สิ่งที่อันตรายคือเรื่องนี้ เรื่องการบ่อนทำลาย ทำลายองค์กรไม่ได้ ทำลายคนก็ได้ ผมเรียนว่า จะผิดจะถูกไม่มีใครช่วยใครได้ ถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่มีใครมาปิดอะไร ไม่มีใครปิดเรื่องแบบนี้ ไม่มีทาง ท่านรู้ดีท่านเป็นสื่อ ถ้ามีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันท่านได้ก่อนพวกผมอีก เพราะบางเรื่องผมยังรู้หลังท่านเลย

เราตั้งใจ เราก็จะทำให้ ถ้าใครมีข้อมูลที่ดีๆ ข้อมูลที่จะไปถึงใคร ยินดีรับหมด ตนอยากให้ใช้วิจารณญาณฟังเรื่องนี้ ทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ เพราะโลกสมัยนี้การสื่อสารไปเร็ว ข้อเท็จจริงบางส่วนหลุดออกมาแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ก็กลับไปที่พูดตั้งแต่แรกเปรียบเทียบเอกสารที่หลุดออกมาไม่กี่แผ่นกับที่เขามีเป็นร้อยเป็นพัน ท่านเห็นหมดนั้นหรือไม่ มันไม่ใช่หน่วยงานเดียวด้วย

ในคดีข้อหาสมคบตำรวจต้องขออนุมัติเลขาป.ป.ส. ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราทำเองได้ ยังมีชั้นอัยการ ชั้นศาลอีก และมีสื่อเป็นคนตรวจสอบพวกเรา ยืนยันไม่มีใครช่วยใครได้ ถ้าใครที่เกี่ยวเราไม่เคยละเว้น ป.ป.ส.สืบสวนกันตั้งแต่ปี 2552 ตำรวจภูธรภาค 6 มาเริ่มทำหลังจากผู้ต้องหาหลบหนีไป และเริ่มจับกุมที่ด่านเมื่อปี 2562 ก็ไล่มา ทุกคนก็ทำหน้าที่ การสืบสวนทำหลายหน่วยมาก

ผมย้ำว่า ทำหลายหน่วย แล้วการสอบสวนก็เป็นคณะทำงาน ก็ต้องดูด้วยว่าเราจะทำอะไรก็ต้องว่าไปตามน้ำหนักพยานหลักฐาน การฟังคนๆ เดียวพูด แล้วพูดครั้งเดียวว่าเคยเห็นคนนี้แล้วไง เห็นแล้วเขาไปทำอะไรไปรับเงินใครไปคุยกับใครที่ไหนเมื่อไหร่ ตัวเองไปร่วมกระทำผิดขนยา 3 ครั้งจำได้หมดจำวันเวลาสถานที่ได้แต่เรื่องนี้ทำไมจำไม่ได้ก็ต้องดูด้วยก็เป็นสิทธิของเขาที่จะให้การ

เราก็พยายามย้ำให้เกิดความชัดเจน เพราะถ้ายิ่งเบลอ ข้อมูลยิ่งไม่ชัดเจนยิ่งเบลอ คนที่เสียหายคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขาจะถูกหยิบไปเป็นประเด็นบ่อนทำลาย ตนพูดย้ำเรื่องนี้ บ่อนทำลายความเชื่อถือ ความไม่แน่ใจไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ถามตำรวจภาค 6 จะทำไปเพื่ออะไร

เขาจับมาตั้งแต่ปี 2562 ฝากประชาชนถ้ามีอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่มั่นใจตำรวจกลัวตำรวจช่วยกันแจ้งป.ป.ส. ปปง. อัยการ หรือนำมาออกกสื่ออีกก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร ตนว่ามีช่องทางเยอะที่จะทำความจริงให้ปรากฏ เราก็ตั้งใจ ถ้ามีอะไรเรายินดีรับหมด

7.กรณีตำรวจ 2 คนที่ถูกพาดพิงถึงเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีนี้ได้อย่างไร

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ก็ต้องไปดูว่าบรรยากาศในการพูดคุยวันนั้นเป็นอย่างไร อย่างรองต๊ะก็พูดว่าเขารู้จัก เพราะคนทำบ่อนตรงนั้น พูดแบบชาวบ้าน ก็คงต้องรู้จักกัน แล้วรู้จักกันแบบไหน เห็นให้เงินให้ทองกันอะไรอย่างไร ก็มีเอ่ยถึงบุคคลที่ 3 อีกคนหนึ่ง พร้อมเบอร์โทรศัพท์เป็นคนเดินเคลียร์ตำรวจ

ทางภาค 6 ก็ดำเนินการไปแล้วเรื่องพวกนี้ ซึ่งต้องดูวันนั้นว่าอารมณ์ไปอย่างไรถึงมาถึงตรงนี้ได้ เมื่อพาดพิงถึงด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ เราก็ต้องตรวจสอบไม่ใช่จะไม่ทำ เมื่อเขาพูดมาขนาดนี้ก็ต้องตรวจสอบ แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เมื่อมาแล้วก็มีหน้าที่ที่ต้องตรวจสอบ

8.เรื่องที่มีเอกสารหลุดออกไปนั้นใครจะได้ประโยชน์

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ท่านต้องตัดสินเอง แต่ผมมองผลกระทบที่เกิดความเสียหายมันเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจ ตนย้ำอีกครั้งอะไรที่มันไม่ชัดเจน ไม่รู้ผิดรู้ถูก มันจะเสียหาย หน้าที่เราคือทำให้มันชัดเจน เพราะเรื่องนี้จะถูกหยิบไปใช้ประโยชน์ได้ตลอดดเวลา เอาเรื่องนี้ไปพูดได้อีก 500 ปี ถ้ายังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ชัดเจนให้ได้ อะไรที่ยังทำไม่เสร็จต้องไปทำ ประเด็นไหนที่มีข้อสงสัยต้องเคลียร์ วันนี้เห็นว่ามีความคืบหน้าพอสมควรจึงมาเล่าให้ฟัง ยังไม่จบ

9.เอกสารที่หลุดออกมา อาจมีความขัดแย้งกันภายในองค์กรหรือไม่

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง แต่มองว่าเราอยู่บนพื้นที่ที่ทำงานร่วมกัน แต่ใครหยิบไปใช้ประโยชน์แบบไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตนไม่คิดว่ามีความขัดแย้ง เพราะถึงวันนี้ทุกคนที่ร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนก็ยังคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่ตลอด เพื่อทำให้เรื่องนี้มีความชัดเจน เพราะทุกคนก็อยากรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร

เราพยายามทำให้มันชัดเจน เรื่องงานสืบสวนก็เรียนไปแล้ว ทางพล.ต.อ.สุชาติ เป็นเพื่อนตนมีอะไรไม่ใช่เฉพาะงานนี้งานเดียวก็คุยกัน มีอะไรก็มาเล่าให้ฟัง และได้บอกด้วยว่าได้สั่งการภาค 6ไปว่าอย่างไร แล้วหลังจากนั้นไปทำอะไรได้มาเพิ่มก็จะมาเล่าให้ฟัง การสืบสวนก็ทำมาตลอด

ในขณะที่ท่านทำอยู่พนักงานสอบสวนก็ทำของเขาด้วย แต่พอมีเอกสารหลุดไป มีการสอบถามถึงประเด็นของนายเกิดชนะ ว่าภาค 6 ได้ทำหรือไม่ ซึ่งภาค 6 ก็ตอบไปแล้วว่าทำอะไรไปบ้าง ทีมงานทุกทีมไม่เคยหยุดทำกันมาตลอด ส่วนกรณีเอกสารหลุดก็ได้ให้จเรตำรวจลงไปตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งมีการดำเนินการไปแล้ว ส่วนคลื่นใต้น้ำคืออะไรตนไม่ทราบ คงไม่มี

10.ได้มีการเชิญ พล.ต.ท.ที่ถูกพูดถึงกับ พล.ต.อ.สุชาติ มาพูดคุยหรือไม่

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ตนก็เห็น 2 คนท่านคุยกันดี ไม่เห็นมีอะไร เจอกันก็เห็นคุยกันดี

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 

 

Ads E-Book

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij

Add Line Friend