22 เมษายน 2021

บิวตี้ คอมมูนิตี้ ฮึดสู้ ปรับแผนฟื้นรายได้

27 Feb 2021 05:38 น.
อ่าน 343 ครั้ง

บิวตี้ คอมมูนิตี้ ฮึดสู้ ปรับแผนฟื้นรายได้

บิวตี้ คอมมูนิตี้ เปิดแผนปี 64 ปรับโครงสร้างลดต้นทุน ขยายช่องทางขาย ปรับโมเดลธุรกิจ หวังดันรายได้เพิ่ม  


นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายผลประกอบการกลับมาทำกำไร มีฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง พร้อมพัฒนาธุรกิจให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายและมีความไม่แน่นอนสูง

โดยตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตประมาณ 5% และรักษาอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 5% โดยบริษัทได้กำหนด 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ประกอบด้วย

1. ปรับโครงสร้างบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ (Re-structure) พร้อมลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นทุนและยอดขายอยู่ในระดับที่เหมาะสมกัน 

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ

2.มุ่งเน้นขยายช่องทางการจำหน่ายใหม่ที่มีโอกาสและมีช่องว่างในการเติบโต (Re-new) โดยช่องทางDomestic มุ่งเน้นกลุ่มผู้บริโภคภายในประเทศ ลดการพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติ  ผ่านช่องทางสินค้าอุปโภค ช่องทางอีคอมเมิร์ซ ส่วนช่องทางช่องทางร้านค้าปลีก (Retails) มีการปรับปรุง Merchandise  วิธีการทำการตลาดและการขาย เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน  การขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุก และมีแผนพัฒนาโมเดลการขายในต่างประเทศใหม่ผ่าน “Product License” เพื่อความสะดวกในการพัฒนาสินค้าใหม่และการบริหารจัดการตลาดในประเทศจีน



3. พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ (Re-model) ปรับปรุงและพัฒนาโมเดลการขายใหม่ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกันช่องทางการขายและสินค้าระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ Direct to Customer (D2C) หรือ Call Center นำเสนอขายสินค้าและให้คำปรึกษา ความรู้เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามควบคู่กันไปด้วย

พัฒนา Affiliate Program เป็นโปรแกรมเปลี่ยนลูกค้าเป็นคู่ค้า( Partner ) นำสินค้าของบริษัทไปจำหน่ายในช่องทาง Social Media ของตนเองได้ โดยไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องลงทุน บริษัทจัดส่งสินค้าให้ อยู่ที่ไหนก็ขายสินค้าได้ ซึ่งช่องทางใหม่นี้เป็นการเพิ่มโอกาสทางการขายโดยบริษัทไม่ต้องลงทุนขยายสาขาและไม่ต้องเพิ่มพนักงาน รวมทั้งสร้างโมเดลธุรกิจที่หลากหลายร่วมกับพันธมิตรที่เป็นแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย

บิวตี้ คอมมูนิตี้

“วิกฤตโควิด-19 และวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ BEAUTY กำลังเผชิญอยู่นี้ ถึงแม้ว่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลประกอบการของบริษัททั้งรายได้และกำไร แต่จากการที่บริษัทสามารถปรับโครงสร้าง ลดค่าใช้จ่ายต่างๆลงอย่างมีนัยยะสำคัญ  ในส่วนของรายได้มีการปรับกลยุทธ์ในด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ

ทำให้สินค้า BEAUTY ยังคงได้รับความนิยมและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศยังคงได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศจีน เอเซียและประเทศอื่นๆอย่างต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณที่ดีในการขยายตัวและเจริญเติบโตหลังสถานการณ์วิกฤตคลี่คลายลง”

สำหรับผลประกอบการปี 2563  มีรายได้รวมทั้งสิ้น 786.8  ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,020.8 ล้านบาท ขาดทุนทางบัญชีสุทธิ 104.9 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่าย 80.9 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างธุรกิจซึ่งเป็นการจ่ายครั้งเดียวที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-routine expenses)  และ 24.7 ล้านบาทเป็นการรับรู้ผลประโยชน์ทางภาษีจากผลขาดทุนตามแนวทางปฏิบัติสำหรับภาษีเงินได้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 12 ดังนั้นบริษัทมีผลประกอบการจากการดำเนินงานในปี 2563 ขาดทุนอยู่ที่  48.8 ล้านบาท โดยลดลงจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 232.6 ล้านบาท

บิวตี้ คอมมูนิตี้

โดยผลประกอบการไตรมาส 4/63  ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากการปรับกลยุทธ์แนวทางบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ควบคุมต้นทุนการดำเนินงานและลดค่าใช้จ่ายในการบริหาร รวมถึงลดขนาดองค์กรให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ โดยในไตรมาส 4/63 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 194.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6 ล้านบาท หรือ  0.3%  จากไตรมาสก่อนที่มีรายได้รวม 193.5  ล้านบาท และมีกำไรทางบัญชีสุทธิ 18.9 ล้านบาท


บริษัทมีผลประกอบการจากการดำเนินงานในไตรมาส 4/63  กำไรอยู่ที่ 4.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร 2.1 % โดยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 22.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  118% จากไตรมาสก่อน

ทั้งนี้ในปี 2563 บริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดเริ่มต้นในประเทศจีนและแพร่กระจายไปประเทศอื่นทั่วโลกส่งผลให้เกิดชะลอตัวเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ประกอบกับกำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนตัวลง

บิวตี้ คอมมูนิตี้

รวมทั้งการปิดดำเนินการร้านค้าปลีกเกือบ 300 สาขาทั่วประเทศตามประกาศมาตรการปิดห้างสรรพสินค้าและปิดประเทศส่งผลต่อยอดขายภาพรวมของบริษัทอย่างมีนัยยะสำคัญจากสถานการณ์ดังกล่าวบริษัทเล็งเห็นผลกระทบในระยะยาวจึงมีมาตรการลดความเสี่ยงในอนาคต 

ด้วยการปรับโครงสร้างลดขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัว ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการทำกำไรของบริษัทเพื่อรองรับการเติบโตเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ  ซึ่งจากนโยบายดังกล่าวส่งผลให้ปี 2563 บริษัทลดค่าใช้จ่ายโดยรวมลงอย่างมีประสิทธิภาพและมีนัยยะสำคัญ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

Ads E-Book

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij

Add Line Friend