15 เมษายน 2021

24 ชม. ฝ่าวิกฤติ 'แอลนินโญ่' ผวาน้ำเค็มทะลักพื้นที่เกษตรเสียหาย

01 Apr 2019 17:45 น.
อ่าน 1,014 ครั้ง

24 ชม. ฝ่าวิกฤติ 'แอลนินโญ่' ผวาน้ำเค็มทะลักพื้นที่เกษตรเสียหาย


กรมชลประทานสั่งจับตาพิเศษ 24 ชั่วโมง คุมเข้มคุณภาพน้ำ 5 แม่น้ำสายหลัก หวั่น! ความเค็มกระทบพื้นที่การเกษตร พร้อมรับมือแอลนินโญ่ที่จะทำให้ฤดูแล้งยาวนาน มั่นใจ! เขตชลประทานพ้นวิกฤตภัยแล้ง เตรียมพร้อมเครื่องมือ-เครื่องจักร ช่วยพื้นที่ขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทาน

 

24 ชม. ฝ่าวิกฤติ 'แอลนินโญ่' ผวาน้ำเค็มทะลักพื้นที่เกษตรเสียหาย

 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เผยว่า ในช่วงฤดูแล้ง นอกจากกรมชลประทานจะให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว มาตรการควบคุมความเค็มในแม่น้ำสายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี ก็ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยได้บริหารจัดการน้ำให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล พร้อมควบคุมการเปิดปิดประตูระบายน้ำตามคลองต่าง ๆ ไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่การเกษตร และทำการตรวจวัดค่าความเค็มที่จุดเฝ้าระวัง และจุดควบคุมเป็นรายชั่วโมง จนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง

 

24 ชม. ฝ่าวิกฤติ 'แอลนินโญ่' ผวาน้ำเค็มทะลักพื้นที่เกษตรเสียหาย

 

"ส่วนปัญหาคุณภาพน้ำที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทานติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแม่น้ำ 5 สาย (เบญจสุทธิคงคา) ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำบางปะกง ปัจจุบันยังไม่พบปัญหาคุณภาพน้ำเสียแต่อย่างใด"

 

24 ชม. ฝ่าวิกฤติ 'แอลนินโญ่' ผวาน้ำเค็มทะลักพื้นที่เกษตรเสียหาย

 

ดร.ทองเปลว กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำฤดูแล้ง จนถึงขณะนี้ กรมชลประทานยืนยันว่า ในพื้นที่เขตชลประทานจะไม่ขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน แม้จะเกิดปรากฏการณ์แอลนินโญ่ที่จะส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติก็ตาม เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ได้ถูกจัดสรรอย่างเพียงพอไปจนถึงเดือน พ.ค. 2562 และยังเพียงพอสำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนอีกด้วย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดทำนาปรังรอบที่ 2 เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในอนาคต

 

24 ชม. ฝ่าวิกฤติ 'แอลนินโญ่' ผวาน้ำเค็มทะลักพื้นที่เกษตรเสียหาย

 

ในส่วนของพื้นที่นอกเขตชลประทาน จากการวิเคราะห์ของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่า มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 7 จังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี ชัยภูมิ เชียงใหม่ นครราชสีมา นครสวรรค์ ราชบุรี และเลย และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรรวม 18 จังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และขอนแก่น เป็นต้น ซึ่งกรมชลประทานได้วางมาตรการเตรียมความพร้อมและแนวทางช่วยเหลือ โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำในแต่ละภูมิภาค ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป เช่น ภาคเหนือ คอยเฝ้าระวังเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค, ภาคกลาง เฝ้าระวังด้านรักษาระบบนิเวศ ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ, ภาคตะวันออก เฝ้าระวังเรื่องน้ำที่ใช้รักษาระบบนิเวศ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

 

24 ชม. ฝ่าวิกฤติ 'แอลนินโญ่' ผวาน้ำเค็มทะลักพื้นที่เกษตรเสียหาย

 

"กรมชลประทานได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ รถสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด เรือขุด รถบรรทุกน้ำ และอื่น ๆ รวมจำนวนทั้งสิ้น 4,850 หน่วย ลงไปกระจายอยู่ที่ศูนย์เครื่องจักรกลทั่วประเทศทั้ง 7 จังหวัดแล้ว ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี และสงขลา พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามพื้นที่ประสบภัย เพื่อสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมกับเน้นย้ำโครงการชลประทานทั่วประเทศให้บูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนแก้ไขภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ไว้ด้วย" อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในที่สุด

 

24 ชม. ฝ่าวิกฤติ 'แอลนินโญ่' ผวาน้ำเค็มทะลักพื้นที่เกษตรเสียหาย

 


Ads E-Book

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij

Add Line Friend