"สร้าง-สะสาง" 1 ปีแห่งความภูมิใจของ “สนธิรัตน์” ที่ ก.พลังงาน

18 ก.ค. 2563 | 08:40 น.

"สร้าง-สะสาง" 1 ปีแห่งความภูมิใจของ “สนธิรัตน์” ที่ ก.พลังงาน พร้อมฝากสานต่อระบบ blockchain ปาล์ม

รายงานขาวระบุว่า นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสเฟซบุ๊ก ว่า "2 ส. สร้าง-สะสาง" คือความภาคภูมิใจตลอดระยะเวลา 1 ปี ของการทำงานที่กระทรวงพลังงาน

              หลายอย่างเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ผมได้เข้าไปทำงานที่กระทรวงพลังงานครับ เปลี่ยนความเข้าใจที่สังคมมีต่องานพลังงานว่าเป็นเรื่องเชิงเทคนิค ให้ได้เปิดไปสู่พี่น้องประชาชนมากขึ้น กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้ชิดปากท้องของพี่น้องประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ถ้าถามว่าอะไรคือความภูมิใจตลอดระยะเวลา 1 ปี ของการทำงานที่กระทรวงพลังงาน ผมก็ตอบได้ทันทีเลยว่า 2 ส. ก็คือ สร้างสรรค์ และ สะสาง

              สร้างสรรค์เพื่อพี่น้องประชาชน โดยการลดภาระค่าครองชีพเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤต “โควิด-19” (COVID-19) ทั้งการลดค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มครัวเรือนและกลุ่มผู้ประกอบการ ลดราคาค่าก๊าซหุงต้ม (LPG) ลง 45 บาท ต่อ ถัง 15 กิโลกรัม มีการตรึงราคาก๊าซธรรมชาติ NGV และมีส่วนลดสำหรับขนส่งสาธารณะ รวมถึงลดราคานำมันเชื้อเพลิง โดยการลดเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน

"สร้าง-สะสาง" 1 ปีแห่งความภูมิใจของ “สนธิรัตน์” ที่ ก.พลังงาน

              การสร้างสรรค์เพื่อพี่น้องประชาชน ที่ผมได้ริเริ่มและกำลังดำเนินไป ก็คือ เรื่องของน้ำมัน B10 ซึ่งเกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มอย่างมากครับ ราคาน้ำมันส่วนนี้ก็ถูกลง แถมยังลดมลพิษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นโยบาย B10 เป็นการใช้เครื่องมือด้านพลังงานมาพลิกชีวิตเกษตกร หมุนเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง ดูดซับ CPO ไปถึง 2 ใน 3 ของทั้งประเทศ

สิ่งที่น่าสานต่อก็คือ ระบบ blockchain ปาล์ม ที่ผมได้ริเริ่มไว้ ครับ เพราะเราจะสามารถคุมการซื้อขายปาล์มได้เป็นครอบคลุมครอบวงจรได้เป็นครั้งแรก อีกอย่าง คือโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าร่วมกับเอกชนครับ ส่วนนี้ถ้าทำได้สำเร็จจะเกิดเม็ดเงินลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท เกิดความเข้มแข็งของทั้งชุมชน สร้างงาน สร้างเงินจากการขายพืชพลังงาน และวัตถุดิบจากภาคการเกษตร เป็นเงินมหาศาลให้เศรษฐกิจฐานราก

สร้างสรรค์ความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อประเทศไทย โดยการต่อยอดมาจากโรงไฟฟ้าชุมชน ก็คือ การทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนั้นแล้ว ผมยังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางค้าขายก๊าซธรรมชาติเหลวของภูมิภาค (Regional LNG Hub) และเดินหน้าเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย – กัมพูชา (OCA) สร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ และผลักดันโครงข่ายยานยนต์ไฟฟ้ากำหนดราคาค่าไฟ Charging station

สะสางเรื่องต่างๆ เป็นงานหนักครับ แต่ทุกคนก็ช่วยกันเพื่อให้เกิดความโปร่งใส่ด้วยการปฏิรูปกองทุนอนุรักษ์ฯ คอยติดตามโครงการที่ได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ใช้ไปเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ส่วนข้อพิพาทที่คั่งค้างมานาน อย่างกรณีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในทะเล ก็ได้ดำเนินการเจรจาระงับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ได้สำเร็จ ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องสูญเสียและเบียดเบียนภาษีของพี่น้องประชาชน

ยังมีหลายนโยบายที่ยังคงรอการผลักดันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชน หรือ โซลาร์ภาคประชาชน ผมก็ขอฝากให้ผู้บริหารที่จะเข้ามาและข้าราชการกระทรวงพลังงานช่วยผลักดันต่อ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนครับ

การเชื่อมโยงมิติด้านพลังงานเข้ากับพี่น้องประชาชน คือหัวใจสำคัญของการทำงานที่กระทรวงพลังงานตามที่ผมตั้งใจไว้ เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างยั่งยืนของประชาชน ชุมชน และประเทศชาติ ครับ