ไอเอ็มเอฟ หั่นจีดีพีไทยเหลือ 2.9%

25 ต.ค. 2562 | 10:07 น.

ไอเอ็มเอฟคาด  จีดีพีไทยปีนี้เติบโต 2.9% จากประมาณการเดิม 3.5% จากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ - จีน ส่วนปี 63 โต 3% แนะไทยใช้นโยบายการคลังผนึกการเงิน ประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลง

นายโจนาธาน ออสทรี รองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)เปิดเผยว่า ไอเอ็มเอฟได้รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียพบว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)เอเชียปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัว 5.0% และ 5.1% ในปี 2563 ชะลอลงจากปีที่ผ่านมา และต่ำกว่าประมาณการ ณ เดือนเมษายน 2562 อยู่ที่ 0.4% และ 0.3% ตามลำดับ โดยการค้าและการลงทุนชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการผลิต

ไอเอ็มเอฟ หั่นจีดีพีไทยเหลือ 2.9%

ขณะที่อัตราการขยายตัวของจีดีพีไทย ปี 2562 จะเติบโตเพียง 2.95  ซึ่งปรับประมาณการณ์ลดลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน ที่คาดว่า จะเติบโต 3.5%  เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ขณะที่ปี 2563 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ 3% และเห็นว่า ประเทศไทยสามารถใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดตัวลง รวมทั้งควรส่งเสริมนโยบายการออมเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟเตือนว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลก คือ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักชะลอตัวกว่าที่คาด ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความเสี่ยงจากการแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงเร็วกว่าที่คาดไว้  ความตึงเครียดภายในภูมิภาค และความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติที่สูงขึ้น

ไอเอ็มเอฟ หั่นจีดีพีไทยเหลือ 2.9%

“ประเทศต่างๆ ควรใช้นโยบายการคลัง การเงิน ที่มีอยู่สนับสนุนการขยายตัวของการบริโภคในประเทศ พร้อมให้ระมัดระวังผลกระทบจากภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายมากขึ้น จะทำให้เกิดการก่อหนี้มากขึ้นและเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน  ดังนั้นประเทศที่มีความเสี่ยงต้องมีมาตรการลดปัญหาหนี้สินภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน”

ไอเอ็มเอฟ หั่นจีดีพีไทยเหลือ 2.9%

นอกจากนี้ในรายงานของไอเอ็มเอฟยังเป็นห่วงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีปริมาณมากเกินไป และมีความผันผวนซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจแก่ประเทศผู้รับ ดังนั้นประเทศต่างๆ ควรมีมาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย และมาตรการ Macroprudential ดูแลเสถียรภาพการเงิน