22 ตุลาคม 2019

“ปอร์เช่ ไทคานน์” พลังงานไฟฟ้าพลิกหน้าประวัติศาสตร์

05 Oct 2019
อ่าน 2350 ครั้ง

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) กำลังเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ใหอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ด้วยคำถามที่ท้าทายว่าค่ายรถจากเยอรมนีที่ทำสปอร์ตคาร์มาทั้งชีวิต จะพัฒนารถพลังงานไฟฟ้า 100% ออกมาเด็ดดวงขนาดไหน

อีวีรุ่นแรกของปอร์เช่ มาแปลกตั้งแต่การเปิดตัวแล้วละครับ เพราะวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมาเลือก 3 ประเทศใน 3 ทวีป จัดงานแบบเวิลด์ พรีเมียร์ ลอนช์ พร้อมกันทั้ง แคนาดา เยอรมนี และจีน

ก่อนหน้านั้นก็เปิดให้ลูกค้าทั่วโลกได้ “พรีบุ๊กกิ้ง”  แบบไม่รู้ราคาขายจริง ซึ่งการจะได้สิทธิ์ซื้อก่อนต้องวางเงินมัดจำประมาณ 1 แสนบาท นับยอดจองล่าสุดมีกว่า 31,000 คัน ในจำนวนนี้เป็นของเศรษฐีไทยประมาณ 50 คัน

การส่งมอบรถจะเริ่มที่สหรัฐอเมริกาปลายปีนี้ ตามมาด้วยยุโรป จีน ส่วนประเทศไทยได้รับรถปลายปี 2563

เมื่อปอร์เช่จัดงานทดสอบ “ไทคานน์” อย่างเป็นทางการครั้งแรก ยังทำเท่ด้วยการเชิญนักข่าวจากทั่วโลกให้มาขับบนแผ่นดินยุโรป โดยแบ่งเส้นทางออกเป็น 11 ช่วง ไล่ลงมาตั้งแต่นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ออสเตรีย แล้วมีแฉลบไปประเทศอื่นๆในย่านนี้บ้าง รวมๆแล้วขับกัน 18 วัน ใน 9 ประเทศ ระยะทางที่ตั้งเป้าหมายไว้ 6,440 กม. (มาจบที่เมืองสตุ๊ตการ์ต)

การทดสอบแบ่งออกเป็น 11 ช่วง โดยให้นักข่าวจากหลายประเทศมาสลับกันขับแบบส่งไม้ต่อๆกันไป ผมและคุณสินธุ์ชัย ภมรพล จากกรุงเทพธุรกิจ เป็น 2 ตัวแทนจากไทยไปรับหน้าที่ในช่วงที่ 9 เริ่มต้นจากเมืองอินส์บรุก,ออสเตรีย ไปจบที่สนามบินมิวนิค,เยอรมนี รวมระยะทางประมาณ 700 กม.(วิ่งวนไปวนมาแบบลัดเลาะเขา เข้าหมู่บ้านอยู่ 2 วัน)

ปอร์เช่ลงทุนเป็นหลักแสนล้านบาทในการเปลี่ยนโฉมธุรกิจ เพื่อเข้าสู่ยุคยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ส่วนบ้านเกิดแห่งแรกของ “ไทคานน์” ที่สตุ๊ตการ์ต ก็ปรับตั้งแต่สายการผลิต แนวคิดในการทำงาน การเตรียมความพร้อมในโปรดักต์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงการขยายสถานีชาร์จ (ร่วมกับพันธมิตร)

ก่อนการทำตลาดจริง “ปอร์เช่ ไทคานน์” ถูกวิ่งทดสอบประมาณ 6 ล้านกิโลเมตร รวม 30 ประเทศทั่วโลก ผ่านภูมิประเทศหลากหลาย สภาพอากาศร้อนสุด-หนาวสุด อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา จีน และฟินแลนด์ เป็นต้น        

ในรายงานไม่ได้ระบุว่าปอร์เช่ เลือกมาทดสอบแถวๆ อาเซียนหรือประเทศไทยด้วยหรือเปล่า แต่คำถามแรก ๆของผมกับวิศวกรเยอรมนีคือ มันมีความสามารถในการลุยน้ำท่วมได้ระดับไหน?

คำตอบที่ได้คือ ถ้าในระดับที่รถยนต์ปกติ (เครื่องยนต์สันดาปภายใน) ขับผ่านไปได้ “ปอร์เช่ ไทคานน์” ก็ผ่านได้สบาย

ตัวรถไทคานน์ยาวเกือบ 5 เมตร แม้สั้นกว่า “พาราเมรา” แต่กลับกว้างกว่าเล็กน้อย (1,966 มม.) ส่วนหนึ่งมาจากการออกแบบแพลตฟอร์มให้รองรับชุดแพ็กแบตเตอรี่ที่วางเรียงตลอดพื้นห้องโดยสาร ความจุ 93.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขณะที่ตัวรถเปล่านํ้าหนักมากถึง 2.3 ตัน

ช่วงแรก “ปอร์เช่ ไทคานน์” แบ่งการทำตลาดเป็น 2 รุ่นย่อย คือตัวท็อป “เทอร์โบ เอส” 761 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 2.8 วินาที ชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้งวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 412 กม.

แรงน้อยลงมาหน่อยเป็นรุ่น “เทอร์โบ” 680 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 3.2 วินาที ชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้งวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 450 กิโลเมตร

ผมลองขับทั้ง 2 รุ่นย่อย อย่างรุ่นเทอร์โบขับจริงๆ ก็เหลือกินเหลือใช้ ถ้าดูจากประสิทธิผลถือว่ามหาศาล แรงบิด 850 นิวตัน-เมตร ส่งลงพื้นจริงๆ เท่าไหร่ไม่รู้ แต่คุณจะได้รับการตอบสนองที่หนักหน่วง อัตราเร่งมาแบบดุดันสุดๆ

รถแบบนี้ไม่ต้องพูดถึงอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.แล้ว ให้ข้ามไป 0-200 กม./ชม.เลย ผมได้สัมผัสการแหวกอากาศบนเส้นทางหลวงของเยอรมนี (ออโต้บาห์น) จากความเร็ว 100 กม./ชม. ขยับขึ้นไปเกิน 200 กม./ชม.ได้เพียงอึดใจ 

พวงมาลัยหนักๆ โครงสร้างรถเตี้ย แบน กว้าง แถมด้วยแบตเตอรี่ถ่วงน้ำหนักด้านล่าง ยิ่งส่งให้ “ไทคานน์” มีเสถียรภาพการทรงตัวยอดเยี่ยม เมื่อใช้ความเร็วสูง

ในสถานการณ์ทั่วไป “ไทคานน์” จะใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหลังเป็นหลัก แต่ถ้าสภาพการขับขี่เปลี่ยนไป หรือเรากดคันเร่งรุนแรงกะทันหัน แน่นอนว่ามอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าจะเข้ามาเสริมช่วยทันที (เป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ)

เรื่องสมรรถนะการขับขี่ถือเป็นเป้าหมายใหญ่ของปอร์เช่ แนวคิดการพัฒนามุ่งทำให้รถมีสมรรถนะใกล้เคียงกับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มากที่สุด ตรงนี้ต่างจาก “เทสลา” รุ่นแรกๆ ที่เน้นความกระโชกกระชาก ราวกับขี่จรวดเสียมากกว่า

ไทคานน์ ยังมีระบบแต่งเสียงเข้ามาภายในห้องโดยสารให้เร้าใจ (กดปุ่มเปิด-ปิดได้) และพยายามคุมโทนให้เป็นเอกลักษณ์ คือ ไม่หวีดหวิวเกินไป พร้อมสร้างเสียงจำลองในบางสถานการณ์ให้คล้ายรถ ICE

ช่วงล่างถุงลม Adaptive air suspension ปรับให้ตัวรถเตี้ยลงหรือสูงขึ้นอัตโนมัติ และเลือกผ่านโหมดการขับขี่ นอร์มอล, สปอร์ต, สปอร์ต พลัส ได้เอง (มีโหมด “เรนจ์” เพื่อควบคุมกำลังไฟฟ้า หวังให้รถวิ่งได้ไกลมากที่สุด)

ผมชอบความใส่ใจในรายละเอียดของ “ปอร์ช่ ไทคานน์” ที่ให้เลือกการตอบสนองของระบบเบรกได้ว่า จะให้หน่วงมาก หรือไม่หน่วง เมื่อคนขับยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง (รถไฮบริดหรืออีวีหลายรุ่นจะพยายามให้มอเตอร์หน่วงเยอะๆเพื่อนำพลังงานจลน์ที่หมุนทิ้งไป กลับมาปั่นไฟเก็บเข้าไปในแบตเตอรี่) 

นอกจากนี้ รถยังมีช่องเสียบชาร์จไฟ 2 ฝั่ง ฝังอยู่ใกล้ๆ ซุ้มล้อซ้าย-ขวา ดังนั้นบ้านใครติดตั้งวอลล์บ็อกซ์ไว้จุดไหน ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการจอดการชาร์จ

“ปอร์เช่ ไทคานน์” โดย “เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส” เตรียมนำเข้ามาเปิดตัวในเมืองไทยต้นปี 2563 ผมว่าราคาอยู่แถวๆ 10 ล้านบาท ถ้าคุณซื้อไปแล้วจะไม่ได้เป็นเจ้าของ “อีวีที่บรรจงสร้างให้เหมือนสปอร์ตคาร์ชั้นดี” เท่านั้น แต่คุณยังได้ครอบครอง “รถที่เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ไปอย่างสิ้นเชิง”

รวบรัดตัดความ...ผมว่าปวดหัวกันหมดละครับ ทั้ง เมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู (ส่วนอาวดี้นั้นเครือเดียวกัน)เมื่อ “ปอร์เช่” ทำอีวีรุ่นแรกออกมาได้พลิกหน้าประวัติศาสตร์แบบนี้ ด้วยพละกำลังมหาศาลและระบบไฟฟ้าแรงขับเคลื่อน 800 โวลต์ แต่รถยังมีบุคลิกเหมือนสปอร์ตคาร์เครื่องยนต์ ICE ในขณะที่ค่ายอื่น เน้นประเดิมด้วยเอสยูวี หรือ ซิตีคาร์ เพราะคิดว่ามันเหมาะกับการใช้งานในชีวิตจริง แต่ปอร์เช่เลือกเดินสวนทางด้วยการทำแบรนด์ไอคอนที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขึ้นมาอีกหนึ่งคัน เพื่อขายควบคู่ไปกับสปอร์ตคาร์อันดับ 1 ของโลกอย่าง 911 ทำไปทำมา “เทสลา” ของ “อีลอน มัสก์” ผู้โวหารจะกลายเป็นรถเด็กเล่นไปเลย 

คอลัมน์เทสต์ไดร์ฟ

โดย :  กรกิต กสิคุณ

หน้า 28-29 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,511 วันที่ 6 - 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

 

 


 

 



ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij