16 ตุลาคม 2019

 “ฮ่องกง”เอฟเฟกต์ บอมบ์ลูกใหญ่! ถล่มนักท่องเที่ยวกระเจิง

20 Sep 2019
อ่าน 24254 ครั้ง

     พายุการเมืองที่ถาโถมเกาะฮ่องกงมาหลายเดือน บัดนี้ยังไม่มีท่าว่าจะ จบลงอย่างไร ? เมื่อไร ? เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ แต่ที่แน่ ๆ ขณะนี้ธุรกิจในฮ่องกงได้รับผลกระทบอย่างหนัก  โดยเฉพาะธุรกิจที่ต่อเนื่องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เสมือนเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงศรษฐกิจฮ่องกง

 แอร์ไลน์เดี้ยงก่อน
      สถานการณ์ที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความโกลาหลเมื่อครั้งผู้ชุมนุม shut down สนามบินนานาชาติ “เช็ก แล็บ ก็อก” เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม เที่ยวบินนับร้อยต้องยกเลิก เหมือนตราบาปที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนฮ่องกงลดลงอย่างต่อเนื่อง 

       ฮ่องกง แอร์ไลน์ส ออกมายอมรับว่ากำลังประสบภาวะขาดสภาพคล่องเงินสดจนต้อง  ถึงขั้นลดชั่วโมงการทำงานให้ลาพกร้อนโดยไม่รับเงินเดือน  เพราะผู้โดยสารลดลง  สายการบินในกลุ่มคาเธย์แปซิฟิก ดรากอน แอร์ และฮ่องกง เอ็กซ์เพรส ออกมาระบุถึง ยอดจองบัตรโดยสารล่วงหน้าลดลงตัวเลข 2 หลัก ส่วนสายการบินแควนตัส เปลี่ยนมาใช้เครื่องบินลำเล็กลง ขณะที่ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ส ยกเลิกเที่ยวบินชิคาโก-ฮ่องกง อันเป็นผลมาจากการลดลงผู้โดยสารทั้งสิ้น

 


 

ลามธุรกิจต่อเนื่อง

      สอดคล้องกับท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงระบุว่า ช่วง  1-21 สิงหาคมที่ผ่านมาจำนวนผู้โดยสารลดลงถึง 11 %  และผู้โดยสารขาเข้าฮ่องกงก็ล่วงลงเกือบครึ่งหลังจากเหตุปิดสนามบินประท้วง

 

    เมื่อนักท่องเที่ยวลดย่อมกระทบต่อธุรกิจที่ต่อเนื่องกับการท่องเที่ยวตามมาเป็นลูกโซ่ไม่ว่า โรงแรม ค้าปลีก บริการ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ โรงแรมห้าดาวหันมาหั่นราคากระหน่ำตามหน้าเว็ปไซด์  เพื่อดึงยอดเข้าพักแต่ก็ไม่เป็นผล ฮ่องกงคือ “สวรรค์ของนักช้อป” อีกทั้งการนัดชุมนุมก็เกิดขึ้นในย่านธุรกิจสำคัญ สถานีรถไฟฟ้า จึงล้วนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง

ฮ่องกงมาไทยลดตาม
 

     อย่างไรก็ดีไม่ใช่แต่นักท่องเที่ยวไปเยือนฮ่องกงที่ลดลง แต่นักท่องเที่ยวจากฮ่องกงมาเที่ยวประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินทั้งปี นักท่องเที่ยวฮ่องกงมาเที่ยวไทยน่าจะลดลงราว 5-10% จากปีที่แล้วมีราว 1 ล้านคน ททท.ต้องไปหาตลาดอื่นมาทดแทน โดยสถิติตั้งแต่ ( มกราคม-4 กันยายน 62) พบว่านักท่องเที่ยวฮ่องกงมาไทยจำนวน 661,174 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.05% 
   

  อีกทั้งเหตุการณ์นี้ยังคล้ายกับประเทศไทยเมื่อครั้งปิดสนามบินสุวรรณภูมิปี 2551 ผลพวงจาก “ศึกกีฬาสี” และการบินไทยบอบซ้ำมาก ขาดสภาพคล่องและขาดทุน หนักสุดถึง 2.13 หมื่นล้านบาทในปีนั้น แต่ประเทศไทยยังโชคดีที่ มีเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ ในภูมิภาคที่นักท่องเที่ยวสามารถบินตรงไป เกาะสมุย ภูเก็ต โดยไม่จำเป็นต้องแวะกรุงเทพฯ ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงมากนัก ซึ่งต่างจากฮ่องกงที่ไม่ทางออกเหมือนไทย
 


 

จีนยืน 1 ไปฮ่องกง 51 ล้านคน   

    จากสถิติปี 2561 พบว่าฮ่องกงมีตัวเลขผู้ไปเยือน (วิสิทเตอร์)จำนวน 65 ล้านคน เป็นคนจีนถึง 51 ล้านคน นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก รองลงมาเป็นนักท่องเที่ยวจากไต้หวัน หรือ ไทเป 1.9 ล้านคน เกาหลีและญี่ปุ่น สำหรับตลาดระยะใกล้ ส่วนตลาดระยะไกล สหรัฐอเมริกาสูงสุด มีจำนวน1.3 ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทย ปีที่แล้วมีจำนวน 5.7 แสนคน  

     ส่วนตัวเลขคนไทยไปฮ่องกงช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฏาคม)  ของปี 2562 ยังเพิ่มขึ้นโดยมีจำนวน 363,866 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วราว 9.6 %  แต่ถ้าแยกมาดูตัวเลขในเดือนกรกฏาคม พบว่าเริ่มติดลบ 2.78 % หรือมีจำนวน 41,548 คน ลดลงจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 42,710 คน และเชื่อว่าเดือนสิงหาคมก็น่าติดลบเช่นกัน อันเป็นผลมาจากการชุมชุน

 

 

 

 

รอเวลากลับมาจัด“อีเว้นท์”   


      การชุมชุมที่ยืดเยื้อจน ยังส่งผลให้กิจกรรมทางการท่องเที่ยวทุกด้านต้องหยุดนิ่ง และทำได้อย่างเดียวคือ “Wait & See” จากปรกติที่แต่ละเดือนจะอีเว้นท์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลช็อปปิ้ง ลดกระหน่ำทั้งเกาะ  เทศกาลอาหารไวน์แอนด์ไดน์   อินเตอร์เฟส หรือแม้แต่กีฬากลางแจ้ง แข่งขันปั่นจักรยาน เที่ยวผจญภัยบนเขาต่ายโหมวชาน ที่เป็นที่นิยมในระยะหลัง 
 

   แต่ทุกวันนี้รอวันที่สถานการณ์กลับมาสงบ เพื่อเดินหน้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกครั้ง ขณะที่งานจัดประชุมระดับนานาชาติ ตลาด MICE หนีกระเจิงเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปจัดที่อื่นก่อนหรือไม่ก็เลื่อนออกไปก่อนเพื่อความปลอดภัย 
      “แคร์รี แลม” ผู้บริหารสูงสุดของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ออกมาประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ จีดีพี จะเหลือแต่ 0-1 % จากที่คาดไว้ว่าจะขยายตัว 2-3 % ส่งผลให้เกาะฮ่องกงจากที่เคยคึกคักกลายเป็นเรื่องที่ตกอยู่ในสภาพน่าห่วง

 

    ทั้งนี้ตัวเลข“จีดีพี” ของฮ่องกงมากกว่า 90% มาจากภาคบริการ และการท่องเที่ยวนับเป็นอีกหนึ่งในอุตสาหกรรมหลัก ที่มีการจ้างงานคิดเป็น 7% ของการจ้างงานทั้งหมด  อีกทั้งฮ่องกงยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคของบริษัทต่างชาติหลายร้อยบริษัท

      ฉะนั้นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและไร้ทางออก จึงเป็นเรื่องที่น่าวิตกว่าสถานการณ์นี้ อาจขยายวงกว้างขึ้นไม่ใช่แต่ในภูมิภาค แต่จะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกให้ทรุดหนักหากไม่เร่งสยบปัญหา !!!


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij