21 ตุลาคม 2019

ยกเครื่อง‘บัว’ ‘กรรณสูต’แตกไลน์ ธุรกิจอาหาร ครบวงจร

20 Sep 2019
อ่าน 2466 ครั้ง

ยกเครื่อง “บัว” ร้านอาหารดังในตำนาน พลิกโฉมสู่ธุรกิจอาหารครบวงจรก่อนตะลุยตลาดโลก ปั้นแบรนด์ใหม่ “By BUA” พร้อมขยายไลน์สู่อิตาเลียนฟู้ด โฟรเซ่น บริการแคเธอริง-ดีลิเวอรี เฮลธ์ฟู้ด ฯลฯ มั่นใจขึ้นแท่น Top Of Mind นักชิมไทย-เทศ

จากจุดเริ่มต้นธุรกิจครอบครัวของ “สุทัศนีย์ กรรณสูต” ที่ร่วมกับหุ้นส่วนปลุกปั้นธุรกิจร้านอาหาร “บัว” ในย่าน เกษตร-นวมินทร์ และสีลม จนมีชื่อเสียงโด่งดัง แตกไลน์สู่ธุรกิจร้านอาหารหลายรูปแบบ พร้อมกับการก้าวสู่การจดทะเบียนเพื่อดำเนินธุรกิจอาหารในนามบริษัท เทสท์เมคเคอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาทในช่วงเริ่มแรก ก่อนที่ธุรกิจจะสร้างการเติบโตจวบจนปีที่ผ่านมาบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR เข้าซื้อหุ้นบริษัท เทสท์เมคเคอร์ จำกัด ในสัดส่วน 99% พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท

ด้วยเป้าหมายที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคงและก้าวไปยังกลุ่มธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปและเครื่องดื่มในตลาดโลก “เทสท์เมคเคอร์” จึงประกาศรีแบรนด์และรีโนเวตร้านอาหาร “บัว”ใหม่ ภายใต้ชื่อ “By Bua” ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ทันสมัยโดยเริ่มต้นที่สาขาสีลมพร้อมกับการขยายสาขาลาซาล พร้อมกับแผนการสยายปีกในต่างประเทศ ควบคู่กับการเปิดแผนงานสู่ผู้ผลิตอาหารครบวงจร ทั้งกลุ่มอาหารพร้อมทาน, พร้อมปรุงและไลน์โปรดักต์ บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารทั้งสิ้น โดยวางเป้าหมายระยะยาวในการก้าวสู่การเป็นบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจอาหารระดับโลก และขึ้นแท่น Top Of Mind ในใจผู้บริโภค


นางสุทัศนีย์ กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทสท์เมคเคอร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ ร้านอาหาร “By Bua Restaurant & Bar, Bua Restaurant , ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานและพร้อมปรุงภายใต้แบรนด์ Pola Pola และ “By Bua” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แผนการดำเนินงานของบริษัทนับจากนี้จะให้ความสำคัญกับการดำเนินงานใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจร้านอาหารและกลุ่มธุรกิจอาหารพร้อมทานและพร้อมปรุง โดยในส่วนของธุรกิจร้านอาหารที่จะเน้นการจับมือกับพาร์ตเนอร์ในการขยายในโซนเอเชียเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารพร้อมทานและพร้อมปรุงจะเน้นทำตลาดไปทั่วโลกที่มีความต้องการ โดยจะเน้นขายผ่านช่องทางรีเทลเพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ก่อนจะขยายเข้าช่องทางฟู้ดเซอร์วิสต่อไปในอนาคต

ล่าสุดยังได้ใช้งบประมาณการลงทุนราว 20 ล้านบาท แตกไลน์ร้านอาหารใหม่ในเครือ ซึ่งเป็นร้านอาหารอิตาเลียน ที่จะเปิดดำเนินการใหม่ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ในชื่อ L’Oliva ซอยสุขุมวิท 36 ด้วยรูปแบบ Fine Dining พร้อมCafe ขายเครื่องดื่มและอาหารเช้าในช่วงเช้า โดยมีเชฟอิตาเลียนที่มีฝีมือในการทำอาหารและขนมอยู่เข้ามาเป็นจุดแข็งในการให้บริการลูกค้า

“เราแบ่งการทำตลาดออกเป็นกลุ่มสินค้า Ready to Eat เน้นการทำการตลาดเพื่อส่งออก โดยออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เน้นตลาดตะวันออกกลาง, ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน, จีน , อินเดีย, เกาหลี , ญี่ปุ่น และการจับคู่ธุรกิจที่กระทรวงพาณิชย์ ช่วยจัดหาให้ ขณะที่กลุ่มร้านอาหาร คาดว่าจะเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศเช่น ญี่ปุ่น,อิตาลี และประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา เมียนมา และ เวียดนาม เบื้องต้นอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกับพาร์ตเนอร์ โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ในเร็วๆ นี้”

ด้านกลุ่มธุรกิจสินค้าพร้อมทานและพร้อมปรุงนั้นจะทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Gourmet at home” แบ่งออกเป็น 2 แบรนด์ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ซุปและซอสพาสต้า ภายใต้แบรนด์ Pola Pola และกลุ่มสินค้าประเภทนํ้าแกงเข้มข้นพร้อมปรุงภายใต้แบรนด์ “By Bua” สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารไทยอีกด้วย ขณะที่แผนงานในปั้นแบรนด์สินค้าสำเร็จรูปที่ขายในปัจจุบัน จะเน้นความสะดวกสบายของลูกค้าในการใช้ผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน หรือ บางชนิดสามารถนำไปใช้ดัดแปลงปรุงอาหารได้หลากหลาย เพียงอุ่นทาน หรือปรุงเพียงเล็กน้อย ซึ่งช่วยให้สามารถแข่งขันในตลาด มีความเด่นในรสชาติอาหารอิตาเลียน และ อาหารไทยแท้ หรือซุปตะวันออก ซึ่งเป็นอาหารภาคพื้นเอเชีย เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัว สินค้าใหม่ในกลุ่ม Vegan Cream Soup เป็นสินค้าที่ใช้ cream จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์แทน cream จากผลิตภัณฑ์ Dairy, กลุ่ม Oriental Soup, กลุ่มChinese Vegan Soup (อาหารเจ), กลุ่มอาหารเด็ก มี 5 รสชาติ คือ พาสต้า และกลุ่มสินค้าเพื่อขยายเข้าตลาด Food Service ขนาดบรรจุ 200 กรัม และ 2,000 กรัม และสินค้ากลุ่มโจ๊ก, ข้าวต้ม มีหลากหลายรสชาติ เช่น โจ๊กธัญพืช ข้าวต้มไก่ ข้าวต้มปลา จะทยอยออกจำหน่าย ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสินค้าใหม่ในพอร์ต 40-50 รายการที่พร้อมจะวางจำหน่าย

“ปัจจุบันบริษัทยังได้ขยายไลน์การให้บริการในรูปแบบดีลิเวอรี ที่มีทั้งโปรโมชันการส่งอาหารแบบเมนูประจำวัน 5 วันหรือ 7 วัน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังมีการให้บริการในรูปแบบแคเธอริง โดยจะใช้ศักยภาพของร้านในการเพิ่มรายได้ จากการรับงานเคเธอริง และการขายอาหารกล่องและอาหารปิ่นโต สำหรับลูกค้าบริเวณรัศมี 5-10 กิโลเมตรโดยรอบร้านสาขาที่มีอยู่”

พร้อมกันนี้ยังมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มขนมไทยโฟรเซ่น ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียวมะม่วง,ขนมชั้น,ข้าวเหนียวทุเรียน เป็นต้น ก่อนจะลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้ผลิตภัณฑ์จากพืชมาทดแทนการใช้พลาสติก เพื่อสร้างความยั่งยืนและการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ยังวางแผนในการพัฒนากลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุดิบเกี่ยวข้องกับการใช้พืชสมุนไพรไทยเพื่อการแพทย์และการนำมาใช้เป็นเวชสำอาง


 

“ปัจจุบันโรงงานการผลิตของเราที่ทำร่วมกับพาร์ตเนอร์ในย่านแจ้งวัฒนะ ยังมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการทั้งในประเทศและส่งออก แน่นอนแผนงานระยะยาวของเราหากมีการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ในอนาคตจะมีแผนก่อสร้างโรงงานของบริษัทเพิ่มเติมอย่างแน่นอน เบื้องต้นขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาสถานที่และรูปแบบของการดำเนินงาน”

อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายรายได้ในสิ้นปีนี้ไว้ 30 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่มาจากกลุ่มร้านอาหาร 20 ล้านบาท และกลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมทาน,พร้อมปรุง 10 ล้านบาท พร้อมทั้งวางเป้าหมายรายได้ในปีหน้ากว่า 70 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้ที่มาจากกลุ่มร้านอาหารกว่า 50 ล้านบาท และกลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมทาน,พร้อมปรุงอีกกว่า 20 ล้านบาท ก่อนจะวางเป้าหมายระยะยาวในอนาคตด้วยการก้าวสู่บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแบบครบวงจร พร้อมเติบโตในตลาดโลกต่อไป

“เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทยอยออกจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า Modern Trade และกำลังทำตลาดส่งออก ทำให้ปัจจุบันรายได้ของทางกลุ่มยังไม่มากนัก แต่ทว่าภายหลังจากการทำการตลาดเชิงรุกอย่างเต็มที่ มั่นใจว่าจะช่วยส่งเสริมให้ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด หลายเท่าตัว ขณะที่ในส่วนของร้านอาหารเป็นช่วงที่เพิ่งเปิดร้านอาหารเดิมทั้ง 2 แห่งที่สีลมและ ลาซาล จึงยังมีลูกค้าประจำไม่มากนัก คาดว่ายอดขายในปีนี้ประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งแผนงานต่อจากนี้จำเป็นต้องเดินหน้าสร้างแบรนด์ให้ลูกค้ารับรู้มากขึ้น” 

หน้า 32 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3506 ระหว่างวันที่ 19 - 21  กันยายน 2562


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij