19 ตุลาคม 2019

ศาลฎีกาสั่งจำคุก"เมียอริสมันต์"2เดือนไม่รอลงอาญาคดียื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ

16 Sep 2019
อ่าน 4946 ครั้ง

 

ศาลฎีกาสั่งจำคุก “เมียอริสมันต์” 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปื คดียื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สั่งออกหมายจับมารับโทษ พร้อมริบ 42 ล้านที่รวยผิดปกติ 


วันนี้ (16 ก.ย.62) ศาลฎีการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม. ๑๕๖๒ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตผู้ร้อง นางระพิพรรณ พงศ์เรื่องรอง ผู้ถูกกล่าวหา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน

วันนี้ผู้ถูกกล่าวหาทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล 

อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๐ วรรคสอง ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังผู้ถูกกล่าวหา และถือว่าผู้ถูกกล่าวหาทราบคำพิพากษาแล้วศาลมีคำวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า ผู้ถูกกล่าวหา(นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง) แสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยระบุว่า 
 

 


มีหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ คือ สัญญที่ผู้ถูกกล่าวหากู้ยืมเงินจำนวน ๓ ฉบับรวม ๑๓ ล้านบาท โดยมิได้มีการกู้ยืมเงินกันจริง แสดงรายได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน ๑๕ ล้านบาท โดยผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับเงินจริง แสดงรายได้จากสัญญาจ้างทำของของนายอริสมันต์พงศ์เรืองรอง คู่สมรส จำนวน ๒๗ ล้านบาท โดยไม่มีหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า นายอริสมันต์ได้มีการรับจ้างงานดังกล่าวจริง จึงเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ 


การกระทำดังกล่าวทำขึ้นเพื่อปกปิดอำพรางแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสนอกจากนี้ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ระบุในบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินว่า เงินลงทุนของผู้ถูกกล่าวหาในบริษัทเฮ้าส์ออฟ ฮาร์ท พรอพเพอร์ตี้ ๒๐๑๒ จำกัด มูลค่า ๒๕ ล้านบาท เป็นหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้น จึงทำให้เข้าใจว่าผู้ถูกกล่าวหานำเงินไปลงทุนในบริษัทตามมูลค่าหุ้นดังกล่าว อันเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบการกระทำของผู้ถูกล่าวหาจึงมีความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีแสดรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ โดยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินตามคำร้อง 

 



ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหา (นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง) มีกำหนด ๒ เดือน โดยไม่รอการลงโทษและห้ามไมให้ผู้ถูกกล่าวหดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือคำงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา ๕ ปื
ในวันนี้ศาลได้ออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหามาบังคับตามคำพิพากษาโดยไม่มีกำหนดอายุความแล้ว

          
 

ขณะเดียวกัน องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน คดีริบทรัพย์ หมายเลขดำ อม.77/2561 ที่อัยการสูงสุด ผู้ร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพยสินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ของ นางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา รวมมูลค่า 42,816,226 บาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 38 ซึ่งมี น.ส.จันทาภา พิษณุไวศยวาท ผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของของทรัพย์สินบางรายการ เป็นผู้คัดค้านที่ 1 , บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้คัดค้านที่ 2 , นายอริสมันต์ คู่สมรส เป็นผู้คัดค้านที่ 3 

โดยกรณีนี้ สืบเนื่องจาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นางระพิพรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบกรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ รวมมูลค่า 42,816,226.64 บาท ซึ่ง ป.ป.ช.ส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการยื่นฟ้องศาลฎีกาฯ เมื่อเดือน พ.ค.61 ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ นางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้มาฟังคำพิพากษาเช่นกัน แต่มอบหมายให้ทนายความ มาฟังคำพิพากษาแทน 

โดย ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่จะตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินหรือหนี้สิน เมื่อพ้นตำแหน่ง ว่าเพิ่มขึ้นผิดปกติไปจากกรณีเข้ารับตำแหน่งหรือไม่นั้น ตามธรรมดาย่อมจะต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการได้มา การโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินในระหว่างดำรงตำแหน่งนั้นมีอย่างไร ซึ่งศาลพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่ นางระพิพรรณ มีภาระการพิสูจน์แล้ว พบว่าผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญรวม 42,816,226.64 บาท 


สำหรับรถยนต์ BMW รุ่น 730 Ld เลขทะเบียน ถ-8988 (ป้ายแดง) ฟังได้ว่า บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตามคำร้อง ที่ได้ให้ นางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา เช่าซื้อรถยนต์ไป ตามธรรมดาทางการค้าปกติย่อมไม่อาจทราบได้ว่าเงินที่ชำระค่ารถยนต์ที่เช่าซื้อจะมาจากทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งต่อมาเมื่อผู้ถูกกล่าวหาผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ "บริษัทผู้คัดค้านที่ 2"  ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและฟ้องร้องจนศาลแพ่งมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของ ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อคืนได้ การยื่นคำคัดค้านขอคืนรถยนต์ตามคำร้องเพื่อประโยชน์ของตนไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา จึงสมควรคืนรถยนต์ของกลางให้แก่ บริษัทผู้คัดค้านที่ 2 

ศาลจึงพิพากษาให้ทรัพย์สินมูลค่า 42,816,226.64 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน  โดยให้คืนรถยนต์ BMW รุ่น 730 Ld เลขทะเบียน ถ-8988 (ป้ายแดง) แก่บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านที่ 2 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทรัพย์สิน ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าเพิ่มขึ้นผิดปกติของนางระพิพรรณ ดังนี้ เงินฝากธนาคาร 6 บัญชี จำนวนเงิน 27,618,954 บาท, ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 9,492,000 บาท สิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง มูลค่า 2 ล้านบาท รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 1,805,272 บาท และเงินที่นำมาชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร จำนวนเงิน 1.9 ล้านบาท  


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง สามีของนางระพิพรรณ ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาฯ ก็ได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับเพื่อติดตามตัวมาร่วมกระบวนพิจารณาคดี กรณีที่ถูกกล่าวหาร่วมทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรด้วย หลังจากที่ไม่ได้มาศาลในวันไต่สวนพยานฝั่งของอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ นายอริสมันต์ ก็ยังมีหมายจับของศาลจังหวัดพัทยาด้วย ที่ให้ติดตามจับกุมตัวนายอริสมันต์ จำเลยที่ 1 มาร่วมฟังคำพิพากษาฎีกา คดีร่วมกับกลุ่มแกนนำ นปช. 13 รายที่ได้ร่วมกันบุกรุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช พีทยา ขัดขวางการประชุมอาเซียน ซัมมิทปี 2552 ซึ่งศาลกำหนดนัดฟังคำพิพากษาฎีกาในวันที่ 31 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.ด้วย
 


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij