15 ตุลาคม 2019

ถล่มน้ำมันซาอุฯไม่ยืดเยื้อ น้ำมันดิบพุ่งไม่เกิน 65 ดอลล์

16 Sep 2019

สนค. คาดสถานการณ์น้ำมันในซาอุดิอาระเบียมีผลต่อราคาน้ำมันเพียงระยะสั้น  ชี้หากยืดเยื้อราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 4 เดือนท้ายพุ่งไม่เกิน 65 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ฟันธงส่งผลเงินเฟ้อทั้งปียังต่ำกว่า 1% ลุ้นอานิสงส์ 3 กลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องน้ำมันส่งออกได้เพิ่ม

 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)  กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า จากเหตุการณ์โรงกลั่นน้ำมันของซาอุดิอาระเบียถูกโจมตีอย่างรุนแรงด้วยโดรนจนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงลุกไหม้ เกิดความเสียหายอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันและก๊าซลดลงครึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิต หรือประมาณ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก ซึ่งช่วงเช้าของวนัที่ 16 กันยายน 2562 ราคาน้ำมัน Brent Oil ปรับเพิ่มสูงขึ้น 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีมูลค่า 72 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล 

 ทั้งนี้จากสถานการณ์ปัจจุบันสามารถ คาดการณ์ได้ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 สถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ โดย (1) ซาอุดิอาระเบียสามารถแก้ไขสถานการณ์เป็นปกติและกลับมาผลิตในระดับเดิมได้อย่างรวดเร็ว (2) ไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกครั้งทั้งในประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือประเทศผู้ผลิตน้ำมันสำคัญรายอื่น ๆ (3) สถานการณ์ความขัดแย้งไม่ขยายวงอันนำมาสู่ผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และ (4) ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่น ๆ สามารถ ส่งออกน้ำมันชดเชยการลดลงของซาอุดิอาระเบียได้


“ภายใต้ข้อสมมติฐานนี้คาดว่าราคาน้ำมันในเดือนกันยายนจะปรับสูงขึ้นเป็น 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนที่จะลดลงเข้าสู่ปกติในช่วงที่เหลือของปีในระดับ 62.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปี (ก.ย.-ธ.ค. 2562) เฉลี่ยอยู่ที่ 63.1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 69.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือลดลง 9%”

 กรณีที่ 2 สถานการณ์ยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงที่เหลืออยู่ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากอาจจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่คาดไม่ถึงส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง ในกรณีนี้จะทำให้น้ำมันในช่วงที่เหลือของปี (ก.ย.-ธ.ค. 2562) เฉลี่ยอยู่ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 69.4 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือลดลง 6.3%

นางสาวพิมพ์ชนก คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ (กรณีที่ 1) ซึ่งจะส่งผลให้ อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าคาดการณ์เดิมเพียงเล็กน้อยประมาณ 0.01% และทั้งปียังอยู่ที่ประมาณ 0.71% อย่างไรก็ตามพบว่าผลของน้ำมันไม่ว่ากรณีที่ 1 หรือ 2 จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลของค่าเงินบาทโดย สนค. คาดว่าการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี จะทำให้เงินเฟ้อลดลง 0.17% และทำให้เงินเฟ้อทั้งปีต่ำกว่า 1.0%


 

“สินค้าส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันได้แก่ สินค้ากลุ่มน้ำมัน เคมีภัณฑ์ และพลาสติก ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มที่ต่อเนื่องกัน และมีสัดส่วนมากพอสมควรในการส่งออกของไทย แต่หากน้ำมันสูงขึ้นก็คงทำให้การส่งออกดีขึ้น(จากราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น) สำหรับเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันเป็นตัวที่มีน้ำหนักในตะกร้ามากที่สุด ก็น่าจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่ทั้งหมดนี้เราคาดว่าราคาน้ำมันจะสูงเด้งไม่นาน เพราะซาอุฯ เองหรือประเทศอื่นน่าจะเพิ่มกำลังการผลิตมาทดแทนได้ในเวลาอันใกล้ ก็จะยังไม่ทำให้ตัวเลขส่งออกหรือตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้นมากนัก”


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij