15 ตุลาคม 2019

SMT ลุ้นโต 30%  อานิสงส์เทรดวอร์  ต่างชาติย้ายฐานมาไทย

15 Sep 2019

SMT รับเทรดวอร์-บาทแข็ง ฉุดยอดขายQ3 ทำรายได้ปี62 โตเพียง 10% แต่เริ่มกระเตื้องจากออร์เดอร์ใหม่ บวกอานิสงส์บริษัทต่างย้ายฐานผลิต คาดดันยอดขายปี 63 โตไม่น้อยกว่า 30% จากลูกค้าใหม่เพิ่มเท่าตัวเป็น 40 ราย ทั้งลูกค้าจีนท็อปเทเลคอม สหรัฐฯ และญี่ปุ่น เล็งสร้างโรงงานใหม่งบ 620 ล้านบาทรองรับ

นายพีระพล วิไลวงศ์เสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่าสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริษัทระยะสั้น จากการชะลอลงของลูกค้าอเมริกาเหนือ ทำให้ยอดขายในไตรมาส 3 YoY คาดชะลอ 11-12% แต่เริ่มกลับมาดีขึ้นจากคำสั่งซื้อที่เข้ามาในเดือนกันยายน ส่งผลให้ทั้งปีนี้รายได้ของบริษัทน่าจะเติบโต 10% หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้ 1,811 ล้านบาท

เดิมบริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 2,400 ล้านบาท 6 เดือนแรกมีรายได้ 988 ล้านบาท หรือโตราว 30% YoY แต่ผลกระทบจากเทรดวอร์ และเงินบาทแข็งค่าปีนี้เฉลี่ยแตะ 31 บาท จากปี 2561 เฉลี่ย 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้รายได้รวมปีนี้น่าจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท แต่จากวิกฤติที่เปลี่ยนเป็นโอกาส ด้วยเทรดวอร์เป็นตัวเร่งเร้าให้หลายๆบริษัทต้องออกจากจีนและหาฐานการผลิตใหม่เป็น second source ซึ่งไม่ใช่เฉพาะบริษัทอเมริกัน หรือยุโรปเท่านั้น แม้แต่บริษัทจีนก็ต้องออก เพราะต้องเป็นสินค้าที่ไม่ได้ผลิตจากจีน มีเดดไลน์ภายในไตรมาส 1/2563 ไม่เช่นนั้นต้องโดนภาษี 30%”

พีระพล วิไลวงศ์เสถียร

ทั้งนี้บริษัทได้เตรียมการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยส่งตัวแทนขายไปเจรจาที่ประเทศจีนเป็นกลุ่มสินค้า Fiber Optics(อุปกรณ์สำหรับการสื่อสารผ่านเส้นใยแก้วนำแสง) 4 ราย ในจำนวนนี้ 3 รายมีข้อสรุปแล้ว เป็นบริษัทระดับท็อป 3 ด้านเทเลคอมมียอดขายต่อปี 700-900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี และมีอัตราเติบโต 20-30% ต่อปี คาดออร์เดอร์ของลูกค้ากลุ่มนี้จะเข้ามาเดือนเมษายน 2563 ทั้ง 3 รายน่าจะส่งผลต่อยอดขายบริษัทรวมในปีแรกประมาณ 600-700 ล้านบาท และในปีถัดไปคาดจะสร้างรายได้ต่อรายไม่ตํ่ากว่า 500 ล้านบาท ส่วนรายที่ 4 เจรจาคืบหน้าแล้ว 80% มั่นใจจะปิดดีลได้เร็วๆ นี้ 


“บริษัทเหล่านี้ มีฐานลูกค้าในประเทศ 60% รวมทั้งที่ขายให้กับบริษัทหัวเว่ยฯ และอนาคตหากเทคโนโลยี 5 จี เข้ามาจะเป็นตัวไดรฟ์ทุกสิ่งอย่าง การขยายไปยังลูกค้ากลุ่มนี้จึงเป็นโอกาสและเป็นครั้งแรกของบริษัทบุกเบิกตลาดจีน

ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงนามข้อตกลงกับบริษัทลูกค้าสหรัฐฯด้านยานยนต์ 3 รายนี้ อยู่ในท็อปเทน LiDAR (อุปกรณ์รถยนต์ไร้คนขับ) ของโลก โดยบริษัทเริ่มกำลังการผลิตให้แล้ว 2 ราย ส่วนรายที่ 3 จะเริ่มในไตรมาส 4/2562 ทั้ง 3 ราย คาดภายใน 5 ปี สินค้ากลุ่มนี้จะสร้างรายได้ให้บริษัท 1,500-2,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะขยายลูกค้าใหม่เพิ่มในโซนญี่ปุ่น คาดลูกค้าญี่ปุ่นกลุ่มสินค้า Optics ที่มีศักยภาพ 4-5 รายจะปิดดีลได้ในปีหน้า รวมทั้งเพิ่มลูกค้าในโซนออสเตรเลีย ขณะนี้มีลูกค้าบ้างแล้ว โดยได้ตั้งตัวแทนขายไปลงพื้นที่

ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าประมาณ 20 ราย ส่วนลูกค้าใหม่จะทยอยเพิ่มเข้ามาไตรมาส 4 ปีนี้ คาดภายในปี 2563 จำนวนลูกค้าจะเพิ่มเท่าตัวเป็น 40 ราย หนุนรายได้ในปี 2563-2564 โตเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน และในระยะต่อไปรายได้บริษัทคาดจะเติบโตไม่น้อยกว่า 30% ต่อปี โดยเป็นการโตจากฐานลูกค้าใหม่ ส่วนลูกค้าเดิมคาดจะทรงตัวระดับ 2,000 ล้านบาท


กลยุทธ์ผลิตสินค้าที่มีมาร์จินสูง ในกลุ่มยานยนต์ วาง มาร์จินหรืออัตรากำไรขั้นต้น โดยโปรดักต์มิกซ์ (Optics, Box Build, Advance Packaging ) โตประมาณ 20% โดย 6 เดือนแรกปี 2562 อยู่ที่ 17.32% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ 19.26%

นายพีระพล กล่าวว่าจากฐานลูกค้าที่เพิ่มเท่าตัว ทำให้บริษัทต้องขยายโรงงานเพิ่มเท่าตัว เพื่อรองรับกำลังการผลิต Optics และ LiDAR คาดจะใช้พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมโซนตะวันออก ใช้งบลงทุนประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 620 ล้านบาท โดยเป็นงบจากการดำเนินงานของบริษัทและเงินกู้จากสถาบันการเงิน

หน้า 17-18 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,505 วันที่ 15-48 กันยายน 2562

              


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij