16 ตุลาคม 2019

กรอ.พาณิชย์ตั้งวอร์รูมสู้ศึกค้าโลก "จุรินทร์"คงเป้าส่งออกโต 3%

14 Aug 2019
อ่าน 683 ครั้ง

"จุรินทร์" ยังไม่เคาะปรับลดเป้าส่งออกลงจาก 3%  ชี้รอหลังประชุมทูตพาณิชย์ 28 ส.ค.นี้ พร้อมตั้งวอร์รูมร่วมเอกชนติดตามสถานการณ์ส่งออก และประเมินสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนใกล้ชิด   

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ หรือ กรอ.พาณิชย์ ครั้งที่ 1/2562  (14 ส.ค.2562)ว่าที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญและมีมติร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องการหาแนวทางรับมือสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบทั่วโลก โดยที่ประชุมเห็นชอบตั้งทีมวอร์รูมเพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์สงครามการค้าและเสนอแนวทางรับมืออย่างทันท่วงที ซึ่งจะประกอบด้วยคณะที่ปรึกษาที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ และคณะทำงาน โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และมีสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.)เป็นฝ่ายเลขานุการ ส่วนภาคเอกชนประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

นอกจากนี้ได้ตั้งคณะทำงานด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่รวบรวมและจัดลำดับความสำคัญของประเด็นปัญหาด้านกฎระเบียบต่างๆนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาเพื่อให้เกิดความว่องไว และเพื่อจัดทำแผนการดำเนินการต่อไป  อีกทั้งให้เร่งส่งเสริมการค้าชายแดนซึ่งถือว่าเป็นพระเอกของการส่งออกที่จะช่วยผลักดันให้การส่งออกไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้นได้ตั้งคณะทำงานเจาะตลาดรายสินค้า และบริการ ซึ่งจะเป็นเวทีให้ภาครัฐและเอกชนหารือเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวให้สอดรับกับการแข่งขันในภาวะที่ตลาดโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเจาะตลาดสำคัญแบบเร่งด่วนถือเป็นวาระสำคัญ เช่นตลาด CLMV  เพราะถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ รวมถึงตลาดจีน ตลาดอินเดีย  ตลาดอาเซียน และตลาดตะวันออกกลางที่ยังเป็นตลาดส่งออกสำคัญ ขณะที่อิรักที่เคยเป็นคู่ค้าของไทยก็สามารถนับ1ใหม่ได้ โดยอิรักเคยเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย รวมทั้งจอร์แดน กาตาร์ คูเวต เป็นต้น โดยที่ประชุมกำหนดให้มีคณะทำงานขึ้นมาเจาะตลาดรายสินค้า

 

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์จะมีการประชุมทูตพาณิชย์ 58 สำนักงานทั่วโลกในวันที่ 28-31 สิงหาคมนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกครึ่งปีหลัง ส่วนจะปรับเป้าส่งออกนั้นต้องรอการประชุมทูตพาณิชย์ก่อน โดยเป้าส่งออกของกระทรวงปีนี้ตั้งไว้ที่ 3% คาดใน 3 เดือน 6 เดือนนี้น่าจะเห็นเป้าการส่งออกของตลาดใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์เข้าไปเจาะตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(วันที่ 16 ส.ค.2562)เรื่องการประกันรายได้ในสินค้าปาล์มน้ำมันหลังจากที่ประชุม 3 ฝ่ายได้มีข้อสรุปร่วมกันในการดำเนินการ ซึ่งหลังจากนี้จะเสนอเข้าคณะคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายรัฐมนตรี เป็นประธาน คาดว่าน่าจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ในเร็ว ๆ นี้

 

 


ส่วนเรื่องการค้าชายแดน จะดำเนินการให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นแม่งาน เน้นการหารือและหาข้อเสนอร่วมเอกชนและรับฟังข้อเสนอของเอกชนที่เสนอเปิดด่านถาวรชายแดนหลายแห่ง เพื่อผลักดันการขยายตัวของการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะได้ดำเนินการหารือฝ่ายเกี่ยวข้องต่อไป รวมทั้งการเสนอขยายเวลาเปิดด่านด้วย ซึ่งจะได้นำไปเจรจาเวทีร่วมระหว่างแต่ละประเทศชายแดนเร็ว ๆ นี้ด้วย ซึ่งแผนงานที่ตั้งใจคือจะเร่งผลักดันด่านชายแดนที่ยังมีปัญหาอุปสรรคให้สมารถดำเนินการค้าชายแดนให้มีความสะดวกมากขึ้น

“กระทรวงพาณิชย์ทำงานตามลำพังไม่พอ ดังนั้นต้องมีเอกชนเข้ามาเป็นทัพหน้า มาเป็นกำลังสำคัญในการทำงานและช่วยผลักดันตัวเลขการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ปกติหรือสถานการณ์ไม่ปกติ แต่ขณะนี้มีสถานการณ์ไม่ปกติ ดังนั้นเราต้องเร่งรัดในการรับมือเพื่อคลี่คลายสถานการณ์”


นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กล่าวว่า แนวนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการวางแนวทางรับมือสงครามการค้า 4 ด้านประกอบด้วย  ด้านการรับมือการเบี่ยงเบนการค้า เช่น  การเฝ้าระวังการไหลทะลักของสินค้าจากต่างประเทศ สอดส่องป้องกันการสวมสิทธิ์ , ด้านการตลาดและการส่งออก  เช่น บริหารจัดการตลาดส่งออก กระจายตลาด รุกตลาดเมืองรอง ส่งเสริมการค้าออนไลน์ เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การสร้างแบรนด์ ส่งเสริมการค้าชายแดน ปรับโครงสร้างการส่งออกของไทยเปลี่ยนจากส่งออกสินค้าขั้นต้น/ขั้นกลางเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่มีมูลค่าเพิ่ม ,ด้านการเจรจา เร่งการเจรจาความตกลงการค้าและการลงทุน (FTAs) และกระชับความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnerships) ตลอดจนการบริหารความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยต้องพิจารณาหลายมิติประกอบกัน เช่น เศรษฐกิจการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ด้านการลงทุน ปรับนโยบายการลงทุนให้เน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานของไทย ผลักดันให้มีการนำสินค้าไทยร่วมไปกับการลงทุนขาออก

ด้านนายกฤษณะ วจีไกรลาศ กรรมการเหรัญญิกและประธานกรรมการแสดงสินค้าและจับคู่ธุรกิจ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เอกชนมีความเชื่อมั่นว่าการตั้งวอร์รูมคณะทำงานจะมีผลสัมฤทธิเป็นรูปธรรมมากขึ้น 


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij