18 ตุลาคม 2019

ค้าฮ่องกงรูด13% ยืดเยื้อจ่อถดถอย

14 Aug 2019
อ่าน 1368 ครั้ง

นายแบงก์มั่นใจฮ่องกงจบเร็วยังแกร่งฮับการเงินเอเชีย ด้านเงินทุนหนีภัยเข้าไทยซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นหลัก แต่การค้าเริ่มจับไข้ครึ่งปีติดลบกว่า 13% จับตา “โลจิสติกส์” เสี่ยงสุด หากยืดเยื้อกระทบประตูการค้าเข้าจีน “บัณฑูร” แฉสหรัฐฯ-อังกฤษชักใย สกัดจีนผงาดเบอร์ 1 โลก

“ฐานเศรษฐกิจ”    สอบถามมุมมองภาคการเงินไทยต่อสถานการณ์ในฮ่องกง ประกอบด้วย  นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่  บมจ.ธนาคารกรุงเทพ  นายพิศิษฐ์  เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TBANK และนายยุทธชัย เตยะราชกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี (ประเทศไทย)จำกัด เป็นต้น

ผู้บริหารธนาคารไทยส่วนใหญ่มองว่า น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะสั้น โดยไม่กระทบต่อความเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการเงิน เช่นเดียวกับไทยก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบ หากเทียบกับปัจจัยสงครามทางการค้า และอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะค่าเงินหยวน น่าจะส่งผลต่อไทยมากกว่า

“เป็นโอกาสด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะหนีมาเมืองไทยมากขึ้น ส่วนผลเชิงลบต่อภาคส่งออกของไทยนั้นไม่มาก เพราะสัดส่วนส่งออกโดยตรงไม่มาก ถ้าเทียบกับสถานการณ์ทางการค้าและค่าเงินที่ส่งผลกระทบโดยรวม” นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนากล่าว

แห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยไทย

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในฮ่องกง มองว่า จะมีกระแสเงินไหลออกจากตลาดหุ้นฮ่องกงเข้าสู่ไทย แต่จะไหลเข้าตลาดหุ้นในปริมาณที่ไม่มากเท่ากับสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาล และทองคำ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ยังไม่ดีมากนัก โดยเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มไหลออก ขาดแรงซื้อที่ชัดเจน แต่ในด้านสินทรัพย์ปลอดภัย ประเทศไทยยังถือเป็นประเทศที่มีความปลอดภัย และสามารถนำเงินมาพักได้

ทั้งนี้ สัญญาณการไหลเข้าของเงินต่างชาติในตลาดหุ้นภูมิภาคเริ่มชะลอลง รวมถึงในตลาดหุ้นไทย จากความกังวลของนักลงทุนที่เริ่มมีมากขึ้น ต่อเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกงที่ยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 2 เดือน ทำให้มีการโยกเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยฮ่องกงถือเป็น Financial Hub ขนาดใหญ่ในเอเชีย มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ขนาดใหญ่กว่า 2.14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากสุดเป็นอันดับ 5 ของโลก อีกทั้งมีสัดส่วนหุ้นในกลุ่มการเงินสูงถึง 48.25% อาทิ ธนาคาร HSBC 9.6%, CCB 7.3% และ ICBC 4.3% เป็นต้น ขณะที่ จีดีพีของฮ่องกงมีมูลค่าสูงถึง 3.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีสัดส่วนภาคการเงินสูงถึง 26% สูงเป็นอันดับ 2 ใกล้เคียงกับอันดับ 1 คือ ภาคการส่งออก 27%

ชี้ฮ่องกงเสี่ยง“ถดถอย”

อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจของฮ่องกงปีนี้ต่างชี้ในทางลบ โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ชะลอตัวลง 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อประจำเดือนกรกฎาคมอยู่ในระดับตํ่าสุดในรอบ 10 ปี ธุรกรรมในภาคอสังหาริมทรัพย์ทรุดลง 35% ขณะที่ยอดธุรกิจค้าปลีกลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ไอริส ปัง นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารไอเอ็นจี ระบุ เราเชื่อว่าฮ่องกงจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (อ่านประกอบ “การชุมนุมดับเศรษฐกิจฮ่องกง...” หน้า12)

 

ค้าไทย-ฮ่องกงหด13%

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้การค้าไทย-ฮ่องกง มีมูลค่ารวม 2.24 แสนล้านบาท ขยายตัวลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออก 1.81 แสนล้านบาท ลดลง 9.3% และไทยนำเข้า 4.28 หมื่นล้านบาท ลดลง 26% โดยการค้าไทย-ฮ่องกง คิดเป็นสัดส่วน 3% ของการค้าไทยกับโลก

ด้านนางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) กล่าวว่า เหตุการณ์ในฮ่องกงไม่น่ากระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก เพราะสินค้าที่ส่งออกไปฮ่องกงส่วนที่อาจได้รับผลกระทบคือ สินค้าที่ส่งไปเพื่อการอุปโภคบริโภคในฮ่องกงที่อาจลดลง และอีกด้านหนึ่งมีผลทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงมาไทยลดลง แต่ที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบเพราะฮ่องกงยังเป็น gateway ส่งสินค้าไปยังจีนอีกต่อหนึ่ง


 


ธุรกิจโลจิสติกส์หนักสุด

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยคงเป็นเพียงระยะสั้นๆ สำหรับสินค้าที่ขนส่งทางอากาศจากสนามบินที่ถูกปิด แต่ขณะนี้ก็กลับมาใช้การได้ตามปกติแล้ว อย่างไรก็ดีจากการสอบถามทูตพาณิชย์ ณ เมืองฮ่องกงระบุ ธุรกิจที่ต้องติด ตามอย่างใกล้ชิดคือโลจิสติกส์ ที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากฮ่องกงเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า หรือเป็น Gateway ที่ส่งต่อสินค้าไทยไปยังหลายประเทศ เช่น จีน เบื้องต้นการขนส่งในธุรกิจโลจิสติกส์ยังคงเป็นปกติ และเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี

แฉ“มะกัน-ผู้ดี”ชักใย

ด้านนายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบเศรษฐกิจมากน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะยืดเยื้อไปนานเพียงใด

“เบื้องหลังปัญหาในฮ่องกงเป็นการกระทำของสหรัฐฯกับอังกฤษเพื่อบ่อนทำลายจีน เกรงว่าจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจแทนที่สหรัฐฯในอนาคต”

ทุกวันนี้แหล่งเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดพันธบัตรในฮ่องกง เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับนักธุรกิจจีน บริษัทจีนในตลาดหุ้นฮ่องกงในปี 2561 มีมูลค่ามากกว่า 1.54 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างในไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทอาลีบาบาฯมีแผนเพิ่มทุนกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากตลาดหุ้นฮ่องกง เพราะมีประสิทธิผลดีกว่าตลาดหุ้นในจีน ฮ่องกงยังเป็นศูนย์กลางการชำระเงินระหว่างประเทศด้วยเงินหยวนจีน (RMB) การทำลายจีนโดยสร้างความวุ่นวายในฮ่องกง อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นในฮ่องกงมีขนาดเล็กลง จากการที่นักลงทุนหนีออกจากตลาด การหาเงินของบริษัทจีนจะทำได้ยากขึ้น และจะเป็นการทำลายเศรษฐกิจจีนทางอ้อม

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,496 วันที่ 15 - 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562



ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij