24 ตุลาคม 2019

“ภุชงค์”เฮ! ศาลสั่งกกต.จ่าย 2 ล้าน เลิกจ้างผิดสัญญา

13 Aug 2019
อ่าน 1313 ครั้ง

 

ศาลปกครองสั่งกกต.ชดใช้เงินให้“ภุชงค์”อดีตเลขาฯกกต. 2 ล้านบาท+ดอกเบี้ย 7.5%  เหตุใช้หลักเกณฑ์ประเมินการทำงานไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง บอกเลิกจ้างไม่ชอบด้วยสัญญาจ้าง   

วันนี้ (13 ส.ค.62) ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชดใช้เงินให้กับ นายภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาธิการ กกต. จากเหตุเลิกสัญญาจ้างก่อนกำหนดไม่ชอบ จำนวน 2,010,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5   ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

ทั้งนี้คดีดังกล่าวนายภุชงค์ ยื่นฟ้องกกต. และสำนักงานกกต. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2 หลังกกต.ชุดที่มี นายศุภชัย สมเจริญ เป็นประธาน มีมติเลิกจ้างเป็นเลขาธิการกกต. ก่อนครบกำหนดสัญญาจ้างด้วยเหตุผล ไม่ผ่านผลการประเมินการปฎิบัติงาน ปีงบประมาณ 2558 ซึ่งนายภุชงค์ เห็นว่าเป็นการเลิกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นธรรมต่อตนเอง จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนประกาศกกต.ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค.2558 ที่ให้นายภุชงค์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการกกต. และให้สำนักงานกกต.ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับการค่าจ่าง ค่าตอบแทน รวมทั้งค่าเสียหายต่อชื่อเสียงกรณีเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญา รวม  7,060,380บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

 

ส่วนเหตุผลที่ศาลปกครองกลางพิพากษาสั่งให้สำนักงานกกต.ชดใช้ ระบุเหตุผลว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กกต. ชุดเดิม กำหนดแบบประเมิน 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานของนายภุชงค์ ตามที่กกต.เห็นชอบแล้ว ค่าคะแนน 70 คะแนน 

 

ส่วนที่ 2 การประเมินผลการดำเนินงาน ตามมติกกต. หรือตามที่ผู้ว่าจ้างหรือกกต. มอบหมาย ค่าคะแนน 30 คะแนน รวม 100 คะแนน ต่อมา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 กกต. มีมติให้นายภุชงค์ ปฏิบัติงานเพิ่มเติมจำนวน 9 โครงการ / กิจกรรม และดำเนินการโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยกำหนดแบบประเมินเป็น 4 หัวข้อหลัก คือ 1. การดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานของกกต.ตามที่กกต.ให้ความเห็นชอบแล้ว หรือตามข้อที่มีบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมคะแนนร้อยละ 30 โดยพิจารณาตามโครงการ/กิจกรรมตามแผนปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 จำนวน 10 โครงการ/กิจกรรม

2. การดำเนินงานตามมติของกกต. ตามที่กำหนดในบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซึ่งรวมโครงการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ค่าคะแนนร้อยละ 3

                                                                                                     


3. การบริหารตามหลักธรรมาภิบาล โดยพิจารณาจากพฤติกรรมค่าคะแนนร้อยละ 20 และ 4. งานท้าทาย เพื่อพัฒนาองค์กร ค่าคะแนนร้อยละ 20 ศาลเห็นว่า แม้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง เป็นอำนาจของคู่สัญญาฝ่ายรัฐ แต่ข้อ 6.5 ของสัญญาจ้างกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญานี้จะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน และทำความตกลงร่วมกันเป็นหนังสือระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง แต่นายภุชงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างบันทึกแก้ไขสัญญาจ้าง และสงวนสิทธิไม่ยอมรับการประเมิน โดยกกต.ได้มีมติในการประชุมครั้งที่  25/2558 เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2558 ว่าให้ถือปฏิบัติตามสัญญาเดิมโดยเคร่งครัด และให้นายภุชงค์รายงานผลการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ในคราวเดียวกัน  


จึงรับฟังได้ว่า ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างตามที่กำหนดในข้อ 6.5 ของสัญญาจ้าง ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานได้นำแบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การประเมินขึ้นใหม่ในสาระสำคัญแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในสัญญาเดิม และเป็นการเพิ่มเติมแบบการประเมินมาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายภุชงค์ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนต.ค.2557 มาแล้ว 6 เดือน จึงเป็นการประเมินการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามสัญญาจ้าง ข้อ 4.2 


นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ต่อไปว่า คณะอนุกรรมการเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานของนายภุชงค์  ในการประชุมครั้งที่ 21/2558  เมื่อวันที่ 26พ.ย. พฤศจิกายน 58 เห็นว่า การดำเนินงานตามมติของกกต. ตามสัญญาข้อ 4.2 ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนตามแบบการประเมินผลร้อยละ 60 ในส่วนนี้นายภุชงค์ผ่านการประเมิน แต่เกณฑ์การประเมินด้านการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลและงานท้าทายซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินที่กกต.เพิ่มขึ้นมาใหม่ และมีสัดส่วนคะแนนถึงร้อยละ 40 โดยในส่วนของงานท้าทายจำนวน 5 โครงการ ที่กกต. มอบหมายให้นายภุชงค์ปฏิบัติเพิ่มเติมเมื่อเดือนก.พ. 58 และมีคะแนนสัดส่วนร้อยละ 20 นายภุชงค์ไม่ได้รับคะแนน จึงเป็นเหตุให้นายภุชงค์มีคะแนนรวมของการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 

จึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การที่คณะอนุกรรมการนำหลักเกณฑ์ที่กกต. เพิ่มขึ้นใหม่ โดยมิได้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างมาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายภุชงค์จึงไม่เป็นธรรมต่อนายภุชงค์ และไม่ชอบด้วยเงื่อนไขของสัญญาจ้าง ตามข้อ 4.2 และการที่กกต. มีมติเลิกจ้างนายภุชงค์ โดยมีเหตุผลว่า ผลการประเมินการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ไม่ผ่านการประเมินตามความเห็นของคณะอนุกรรมการดังกล่าว และมีประกาศ กกต. เรื่อง ให้เลขาธิการ กกต. พ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 8ธ.ค. 2558 จึงเป็นการเลิกจ้างนายภุชงค์ก่อนครบกำหนดสัญญาจ้างที่ไม่ชอบด้วยสัญญาจ้าง โดยไม่จำต้องเพิกถอนประกาศ กกต. ดังกล่าว ตามคำขอของนายภุชงค์ เนื่องจากมีผลเป็นเพียงการบอกเลิกจ้างเป็นหนังสือ
           


ส่วนที่นายภุชงค์ขอให้สำนักงาน กกต. ชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอื่น รวมทั้งค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ จำนวน 7,060,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลเห็นว่า การใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหายต่อสิทธิที่นายภุชงค์เคยได้รับเป็นเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามสัญญาจ้างพิพาท ซึ่งเป็นการคิดคำนวณจากระยะเวลาที่ถูกบอกเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาจ้าง จำนวน 13 เดือน อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหายต่อสิทธิที่นายภุชงค์เคยได้รับตามสัญญาจ้างและถือเป็นความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นจากการเลิกจ้าง จึงพิพากษาให้สำนักงานกกต. ใช้เงินแก่นายภุชงค์ จำนวน 2,010,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

 


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij