24 ตุลาคม 2019

  ไอเอ็มเอฟมั่นใจ เศรษฐกิจไทยรับมือสงครามการค้าไหว

20 Jul 2019
อ่าน 2801 ครั้ง

           ไอเอ็มเอฟมั่นใจ พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแร่ง รับความผันผวนเศรษฐกิจโลกได้  จากการบริโภคและการลงทุนเอกชนที่ยังขยายตัวดี หลังการเมืองชัดเจน

           เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 คณะผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นำโดย Mr.Lamin Y.M. Leigh ตำแหน่ง IMF Mission Chief for Thailand ได้เข้าพบนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อรายงานผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2562 ตามข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF Article IV Consultat.)

 

           Mr.Lamin Y.M. Leigh กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แม้จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ - จีน แต่ยังคงสามารถขยายตัวได้จากการบริโภคภาคเอกชนที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งและฐานะการเงินระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่มั่นคง สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้เชื่อได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถรองรับจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี หลังจากมีความชัดเจนทางการเมืองและการลงทุนภาครัฐที่เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม แต่ไทยควรเฝ้าระวังความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศที่อาจเกิดได้อีกที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญต่างๆ ชะลอตัวลง


           ขณะเดียวกัน ไอเอ็มเอฟยังชื่นชมต่อการดำเนินนโยบายการคลังของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการปฏิรูปการคลัง เช่น การออกกฎหมายพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 เพื่อกำหนดกรอบวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ และพัฒนากฎหมายต่าง ๆ เพื่อสร้างความโปร่งใสของภาครัฐและป้องกันการทุจริต และสนับสนุนการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว  ซึ่งไทยควรเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)และสนับสนุนการดำเนินนโยบายสวัสดิการสังคมแบบเจาะจง โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์กว่า 14.6 ล้านคน รวมทั้งควรดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยสนับสนุนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายประเทศไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเชื่อว่าจะสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต

            นายอุตตมกล่าวต่อคณะผู้แทนฯไอเอ็มเอฟว่า การดำเนินนโยบายการคลังของไทยในระยะต่อจากนี้ไปจะสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการ EEC รวมทั้งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งระบบรถไฟถนน ท่าเรือ และสนามบินต่างๆ ซึ่งปัจจุบันไทยได้ปรับปรุงกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสามารถดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะเน้นการปรับโครงสร้างภาษีในภาพรวมและพัฒนาระบบภาษีให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น และจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจSMEs และกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ๆ โดยรัฐบาลได้จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมก็เพื่อสร้างแรงงานแห่งอนาคตที่มีทักษะขั้นสูง รองรับความต้องการแรงงานในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ต่อไป



ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij