16 ตุลาคม 2019

รับเหมาคอนโดฯซบ...จีนหาย กระอักเซ่นพิษสงครามการค้า

28 May 2019
อ่าน 3869 ครั้ง

สงครามการค้า พ่นพิษหลังไร้ท่าทีสงบ ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมก่อสร้างโครมใหญ่-ลูกค้าจีนลด อสังหาฯแทบปรับตัว ลดปริมาณขึ้นโครงการ

แม้ปัจจุบันตลาดอสังหา ริมทรัพย์ไทยแทบไม่มีปัจจัยบวก โดยเฉพาะพบตลาดลูกค้าต่างชาติ และตลาดนักลงทุนลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากผลพวงสงครามการค้า หรือ ภาวะเศรษฐกิจโลก กลายเป็นปัญหาของทุกบริษัทในการปรับแผนและปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือเช่นเดียวกับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง แรงงาน ต่างถูกกระทบเป็นโดมิโน จากปริมาณงานที่ลดลง อย่างคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ แหล่งข่าวจากวงการรับเหมา สะท้อนว่า บริษัทผู้รับเหมาอาจได้รับผลกระทบจาก ปริมาณงานลดลง ผู้รับเหมาจีนเข้ามาแย่งงาน สร้างความปั่นป่วนอย่างมากในอุตสาหกรรม

ทั้งนี้แหล่งข่าวกล่าวต่อ ว่าสาเหตุใหญ่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ยังคงยืดเยื้อ ไร้จุดจบ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง รวมถึงประเทศไทยที่พึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก ขณะเดียวกันยังลุกลามมายังอุตสาหกรรมก่อสร้าง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการไทย สร้างขึ้นมารองรับลูกค้าจีน เนื่องจาก คนไทยกำลังซื้อไม่มาก อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดปัจจัยมากระทบทำให้สินค้าล้นตลาด กระทั้งต้องตัดสินใจพับแผนชะลอขึ้นโครงการออกไป


สำหรับทางออก ผู้รับเหมาต้องปรับตัวท่ามกลางปริมาณงานที่ลดลง เนื่องจากการแข่งขันสูง โดยทุกบริษัทต้องเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง สร้างผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับนายปัฐวิน วงศ์เสถียร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด หรือ GRAND UNITY กล่าวว่า ทุกวิกฤติยังอาจเป็นโอกาสของบริษัทที่มีความมั่นคง และสถานะการเงินแข็งแกร่งอย่างเรา จึงมีแผนมุ่งพัฒนาโครงการที่ขนาดไม่ใหญ่มาก และต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง เช่น กลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมีกำลังซื้อ รวมถึงกลุ่มนักลงทุนระยะยาวด้วย โดยลดความเสี่ยงด้วยการเก็บดาวน์ในกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ 30% และตั้งเป้ายอดพรีเซลลดลงกว่าปกติที่เพียง 30-40% ต่อโครงการ จากอดีตที่ตั้งไว้มากกว่า 50% ในทุกโครงการ


ทั้งนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนประกอบธุรกิจที่ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 เป้าหมายเปิดโครงการใหม่ รวม 6 โครงการ มูลค่า 9.6 พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทยอยเปิดไปแล้ว 2 โครงการ และล่าสุดเพิ่งเปิดโครงการที่ 3 “อนิล สาทรคอนโดมิเนียม ทำเลศักยภาพสาทร มูลค่า 3.4 พันล้านบาท จับกลุ่มลูกค้าระดับบน 11-200 ล้านบาท คาดจะได้รับการตอบรับสูงจากทั้งลูกค้าคนไทยและคนต่างชาติ โดยจะกระตุ้นยอดขายต่างชาติด้วยการนำสินค้าไปโรดโชว์ที่ประเทศฮ่องกงและไต้หวันด้วย ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังเตรียมเปิดใหม่อีก 3 โครงการ คือ เซียล่า จรัญ  13, เซียล่า เจริญนคร และเดนิม จตุจักร ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (backlog) แล้วมากกว่า 3 พันล้านบาท และมีสต๊อกสินค้าพร้อมโอนกรรมสิทธิ์รวม 500 หน่วย ประมาณ 2 พันล้านบาท เช่น ในกลุ่มโครงการ ยู ดีไลท์ คาดปีนี้ จะสามารถระบายสต๊อกออกได้ประมาณ 80% ผ่านกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ โปรโมชันที่ออกมาเพื่อดึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก เป็นต้น

นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินิกซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแทนซี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาวิจัยและสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ ระบุแม้ ปัญหาสงครามการค้าจะยืดเยื้อ แต่สำหรับลูกค้าชาวจีน มองว่า ยังเป็นตลาดที่ไปได้เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศถดถอย คนสร้างครอบครัวลดลง อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่อง ดังนั้น จีนจึงเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักของตลาดคอนโดฯ หากผู้ประกอบการยังไม่สามารถหยุดพัฒนาโครงการใหม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างฮ่องกง, สิงคโปร์ ไต้หวัน ซึ่งมักสนใจราคาระดับบน 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่แม้ว่าจะชื่นชอบคอนโดมิเนียมระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่เฉลี่ยกำลังซื้อส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 2-3 ล้านบาทหรือไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อหน่วย

 

หน้า 25-26 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,473 วันที่ 26-29 พฤษภาคม 2562

                        


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij