17 ตุลาคม 2019

ข้าพระบาท ทาสประชาชน : ประชาธิปไตยจอมปลอม กับเผด็จการตัวจริง

07 Mar 2019
อ่าน 6595 ครั้ง


วันนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง อันเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยทั่วไปครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 ภายหลังเหตุการณ์ที่มีคณะทหารภายใต้ชื่อ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” หรือ คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาบริหารแล้วด้วยความสงบเรียบร้อย เป็นเวลาถึง 4 ปีเศษ
 

สถานการณ์บ้านเมืองโดยทั่วไป จึงอยู่ในเทศกาลรณรงค์ปราศรัยหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นการนำเสนอนโยบายต่อประชาชน แต่ส่วนมากมักจะมุ่งปราศรัยโจมตีพรรคที่สนับสนุนรัฐบาล หรือไม่ก็มุ่งโจมตี คสช.และนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สวมหมวกอีกใบเป็นหัวหน้าคณะ คสช. โดยมิได้ใส่ใจเสนอนโยบายอะไรที่ดีกว่าให้ประชาชนพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคการเมืองเครือข่ายของ “ระบอบทักษิณ” ประเภทพรรคตระกูลเพื่อทั้งหลาย ผสมโรงด้วยพรรคการเมืองที่อ้างตนว่ามีอนาคตใหม่ แต่เลวร้ายน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
 

วาทกรรมหนึ่งที่พรรคเครือข่ายระบอบทักษิณ ยกขึ้นชูเป็นคำขวัญที่หวังจะโน้มนำการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ การให้ประชาชนเลือกข้างและตัดสินใจ ระหว่าง “ฝ่ายประชาธิปไตย” หรือ “เผด็จการ” โดยมักอ้างกับประชาชนหรือยกยอเชิดชูพวกตนเองว่า พวกเขาเป็นฝ่ายประชาธิปไตย พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ คสช.และพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นพวกเผด็จการ ปัญหาที่น่าสนใจก็คือ ใครกันแน่คือ “ฝ่ายประชาธิปไตย” และใครคือ “พวกเผด็จการ” วิญญูชนทั้งหลายจึงต้องพึงใช้วิจารณญาณพิจารณา เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีความเสี่ยง จึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ

ในช่วงชีวิตของผู้เขียน ได้สัมผัสการเมืองไทยทั้ง 2 ระบอบคือ ที่มาจากการเลือกตั้งที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย และที่มาจากการยึดอำนาจโดยคณะทหาร นับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา ถึงปัจจุบันรวม 46 ปี เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบรัฐบาลนี้ กับรัฐบาลทหารชุดอื่นๆ กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ยังไม่พบและปรากฏพฤติกรรมหรือการกระทำใดๆ ของรัฐบาลนี้ ที่ส่อให้เห็นถึงความเป็นเผด็จการที่จำกัด คุกคามสิทธิ เสรีภาพ ประชาชน จนเกินเลยขอบเขตถึงขนาดทำลายความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน หรือมีการลอบสังหารเข่นฆ่า ใช้อำนาจปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนแต่อย่างใด
 

สื่อมวลชน ยังสามารถแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ติชม ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ ยังไม่ปรากฏพฤติกรรมลุแก่อำนาจ ไม่ยึดถือกฎหมาย ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจโดยทุจริตเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง ญาติพี่น้อง หรือมีประโยชน์ทับซ้อน เหมือนรัฐบาลในอดีต องค์ประกอบของเผด็จการแบบ “บ้าอำนาจ พิฆาตประชาชน ปล้นประเทศชาติ ทำลายอำนาจตุลาการ ผลาญเงินแผ่นดิน” ยังไม่ปรากฏให้เห็นในคณะทหารและรัฐบาลนี้ พอที่จะสวมหมวกเผด็จการให้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
 

ตรงกันข้าม เมื่อย้อนไปพิจารณาในช่วงเวลาที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ขึ้นบริหารและปกครองประเทศ ที่บรรดาลูกสมุนบริวารทักษิณทั้งหลายต่างสอพลอยกยอปอปั้นให้เป็นผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยนั้น นอกจากลงทุนจ้างสื่อและล็อบบี้ยีสต์ในต่างประเทศให้ช่วยสร้างภาพแล้ว สื่อในประเทศและบรรดาสมุนบริวารยังช่วยกันกระพือขยายผล เพื่อให้ดูสมจริงลวงตาคน ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงขัดแย้งกับพฤติกรรมทางการเมืองของเขาชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า ในทันทีที่เข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ ระหว่างปี 2544-2549 ผลงานความเป็นนักประชาธิปไตยจอม เผด็จการตัวจริงของเขาชัดแจ้งยิ่งกว่าแสงตะวัน ชนิดที่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วยกันหาตัวจับยากความเป็นเผด็จการเทียบกับทักษิณมิได้เลย ลองมาทบทวนผลงานอัปยศของพวกปากประชาธิปไตย ใจเผด็จการดูกันบ้างสิครับว่าจะเป็นอย่างไร
 

มาคุยกับฐาน ทันทุกข่าวสาร แค่เพิ่มเราเป็นเพื่อน LINE : @THANSETTAKIJ


กรณีคุกคามสื่อมวลชน    

1. ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งนายกฯ เขาใช้คำสั่งให้ ปปง.ตรวจสอบความผิดของบรรดาสื่อมวลชนใหญ่ๆ แทบทุกฉบับ ยัดข้อหาความผิดฐานฟอกเงินให้ทุกคนไม่ว่า คุณเปลว สีเงิน, สุทธิชัย หยุ่น, วารินทร์ พูนศิริวงศ์ ฯลฯ โดนกันถ้วนหน้า
 

2. บุกไปพบวารินทร์ พูนศิริวงศ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอให้ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ หยุดเขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า
 

3. ปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ดำเนินรายการโดย สนธิ ลิ้มทองกุล ทางช่อง 9 อสมท. เหตุเพราะวิจารณ์รัฐบาลทักษิณ
 

4. ใช้อำนาจการเมืองและอำนาจเงิน ซื้อสื่อหนังสือพิมพ์มติชน ยึดสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ครอบงำสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอาพวกและสมุนบริวารเข้าควบคุม จัดรายการ มอมเมาประชาชน เชียร์ทักษิณ
 

5. สื่อใดไม่เป็นพวกก็ตัดงบโฆษณา ห้ามหน่วยงานรัฐใช้บริการ คอลัมนิสต์ใหญ่ที่ยอมตนรับใช้ ก็ใช้งบรัฐเลี้ยงดูปูเสื่อฟูมฟักเป็นอย่างดี

คุกคามชีวิตและสิทธิเสรีภาพประชาชน     

1. มีการสังหารประชาชน ภายใต้นโยบายทำสงครามปราบยาเสพติดเป็นจำนวนมากร่วม 2,500 ศพ โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม มีผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมากต้องล้มตาย มากยิ่งกว่ามีรัฐบาลทหารชุดใดๆ รวมกันทั้งหมด จนในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสในเรื่องนี้
 

2. เอ็นจีโอ พระ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนักสิทธิมนุษยชน เช่น ทนายสมชาย นีละไพจิตร เอกยุทธ อัญชันบุตร ถูกอุ้มฆ่าอย่างโหดเหี้ยมป่าเถื่อน
 

3. ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกอันธพาลการเมืองสมุนระบอบทักษิณ ลอบยิง วางระเบิด ใช้กองกำลังอันธพาลและเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธรุมทำร้ายบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
 

4. ในการชุมนุมเพื่อคัดค้านการแถลงนโยบายของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่หน้ารัฐสภา มีการสั่งการจากนักโทษหนีคดี ให้ใช้อาวุธและแก๊สนนํ้าตาเข้าสลายการชุมนุม ด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อนในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิตนับสิบ บาดเจ็ตาบอด แขนขาพิการนับร้อยคน
 

5. ในยุคที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับการโหวตจากเสียงข้างมากในสภา ให้เป็นนายกฯ พวกเขาที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ก็มิได้เคารพมติเสียงข้างมากของสภา ปลุกปั่นปลุกระดม ก่อจลาจล เผาบ้านเผาเมือง เผาทำลายทรัพย์สินของรัฐ และเอกชน ไม่เว้นแม้ศาลากลางจังหวัด มีการวางระเบิดทั่วเมือง ใช้กองกำลังติดอาวุธยิงทำร้ายทหาร จนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
 

6. บุกรุกเข้าไปในโรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่เว้นแม้ห้องพักรักษาตัวของสมเด็จพระสังฆราช และอุกอาจถึงขนาดใช้กำลังบุกรุกทำลายการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา ทำลายทรัพย์สินของโรมแรม และบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ต้องหนีตายอลหม่าน ทำลายเกียรติภูมิภาพลักษณ์ของประเทศย่อยยับ

ในทางการเมือง และการบริหารประเทศ   

1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบอบทักษิณ เป็นเพียงพนักงานรับจ้างที่สังกัดพรรค มิได้เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยแต่อย่างใด ลงมติตามเจ้านายสั่ง แม้กระทั่งเสียบบัตรโหวตแทนกัน
 

2. วุฒิสภา ก็ถูกครอบงำแทรกแซง เป็นเพียงสภาหุ่นเชิด องค์กรอิสระทั้งหลาย ก็ถูกครอบงำแทรกแซงเช่นกัน
 

3. การแต่งตั้งข้าราชการเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ต่างๆ เป็นระบบวิ่งเต้น ระบบพรรคพวก และสมุนบริวาร ญาติพี่น้องเท่านั้นที่จะได้รับการแต่งตั้ง ผลักดันญาติพี่น้องตัวเองขึ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. หรือ ผบ.ตร. โดยไม่เป็นธรรม
 

4. สำคัญที่สุดคือใช้อำนาจรัฐโดยทุจริต เพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง เป็นนักการเมืองโคตรโกงและโกงกันทั้งโคตร ออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจ คิดนโยบายเพื่อโกง หนีภาษี และหาแต่วิธีลบล้างความผิดให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ดังปรากฎตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหตุรํ่ารวยผิดปกติหรือกรณีที่ดินรัชดาฯ
 

5. พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมา ก็เพียงใช้เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ โดยไม่เคารพกฎหมายและรัฐธรรมนูญ มิได้ผดุงระบอบประชาธิปไตยให้เจริญรุ่งเรือง ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย จึงถูกยุบพรรคครั้งแล้วครั้งเล่าซํ้าซาก แต่ไม่เข็ดหลาบ ดังปรากฏตามคำพิพากษาคดียุบพรรคที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงพฤติกรรมบางส่วน ซึ่งยังมีเรื่องชั่วร้ายมากกว่านี้อีกนับร้อย อันเป็นพฤติกรรมของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ชอบสมอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ดังนั้น ประชาชนทั้งหลาย จึงพึงพิจารณาใช้วิจารณญาณของตนให้ดี ไม่ควรมองเพียงว่า ถ้าใส่เสื้อสีเขียวแบบทหาร แล้วต้องเป็นเผด็จการ ใส่สูทผูกไท้แล้วต้องเป็นนักประชาธิปไตย
 

บทเรียนที่ผ่านมาในรอบเกือบ 20 ปีมานี้ สอนให้เรารู้ว่า “ใครคือประชาธิปไตยจอมปลอม และมันผู้ใดคือเผด็จการตัวจริง”  มาจากการเลือกตั้งก็เป็นเผด็จการได้ ใส่สีเขียวก็เป็นประชาธิปไตยได้เช่นกัน ขอจงอย่าได้เคลิ้มไปกับวาทกรรมลวงโลกของนักการเมือง ที่เคยสร้างความเสียหายกับประเทศของเราอีกต่อไป
 

| คอลัมน์ : ข้าพระบาท ทาสประชาชน 
| โดย : ประพันธุ์ คูณมี
| หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3450 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 7-9 มี.ค.2562





ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij