15 ตุลาคม 2019

กกต. จัดดีเบต 54 พรรคการเมือง "ประยุทธ์" ร่วมได้ ก.ม. ไม่ห้าม

22 Feb 2019
กกต. จัดดีเบตนโยบายบริหารประเทศ 54 พรรค ร่วมจับสลากคำถาม ไร้พรรคจับได้นโยบายสาธารณสุข รองเลขาฯ ยัน! 'ประยุทธ์' ร่วมดีเบตได้ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อจาก พปชร. อ้าง! ยังไม่เห็นคำร้องยุบ 12 พรรค เผย ผู้สมัครที่ศาลไม่คืนสิทธิลงเลือกตั้งอาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

5297
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานการประชุมพรรคการเมือง เพื่อจับสลากเลือกคำถามในการประชันนโยบายที่ กกต. จะจัดขึ้นให้กับ 54 พรรคการเมือง ที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และแจ้งความประสงค์ที่จะร่วมเวทีประชันนโยบายของ กกต. โดยการจับคู่พิจารณาจากจำนวนการส่งผู้สมัครของพรรคการเมือง ซึ่งหัวข้อการประชันแบ่งเป็น 6 ด้าน คือ 1.ด้านความมั่นคง 2.เศรษฐกิจ 3.สังคม 4.การศึกษา 5.การเกษตร และ 6.สาธารณสุข ซึ่งพรรคการเมืองจะพบกันในลักษณะ 2 พรรค และ 3 พรรค จะเริ่มบันทึกเทปตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. - 4 มี.ค. และจะนำไปเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ 21 สถานี สถานีวิทยุ 7 สถานี และช่องยูทูบ ตั้งแต่วันที่ 15-21 มี.ค. โดยพรรคการเมืองสามารถส่งผู้แทนของพรรค หัวหน้าพรรค หรือ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อป็นแคนดิเนตนายกของพรรค เข้าร่วมดีเบตได้

5291

ทั้งนี้ สำหรับผลการจับคู่ประชัน 6 นโยบายบริหารประเทศนั้น ปรากฎผล ดังนี้ 1.นโยบายด้านศึกษา ประกอบด้วย คู่ที่ 1 พรรคพลังท้องถิ่นไท - พรรคประชานิยม, คู่ที่ 2 พรรคแผ่นดินธรรม - กรีน, คู่ที่ 3 พรรคมติประชา - พรรคคลองไทย, คู่ที่ 4 พรรคภาคีเครือข่ายไทย – พรรครวมใจไทย

2.ด้านการเกษตร คู่ที่ 1 พรรคอนาคตใหม่ - พรรคประชาชนปฏิรูป, คู่ที่ 2 พรรคประชาชาชาติ - พรรคไทรักธรรม, คู่ที่ 3 พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล - พรรคกลาง, คู่ที่ 4 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย – พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย

3.ด้านสังคม ประกอบด้วย คู่ที่ 1รักษ์ผืนป่าประเทศไทย - พรรคเพื่อชาติ, คู่ที่ 2 พรรคพลังประชารัฐ - พรรคประชาภิวัฒน์, คู่ที่ 3 พรรคภราดรภาพ - พรรคไทยธรรม, คู่ที่ 4 พรรคทางเลือกใหม่ - พรรคประชากรไทย, คู่ที่ 5 พรรคพลังรัก - พรรคพลังแรงงานไทย, คู่ที่ 6 พรรคผึ้งหลวง – พรรคชาติพันธุ์ไทย และคู่ที่ 7 พรรคประชาไทย – พรรคพลังไทยดี

5298

4.ด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย คู่ที่ 1 พรรคภูมิใจไทย - พรรคเสรีรวมไทย - พรรคประชาธิปัตย์, คู่ที่ 2 พรรคเศรษฐกิจใหม่ - พรรคพลังชาติไทย, คู่ที่ 3 พรรคเพื่อไทย - พรรคไทยศรีวิไลย์, คู่ที่ 4 พรรคพลังธรรมใหม่ - พรรคความหวังใหม่, คู่ที่ 5 พรรคคนงานไทย - พรรคไทยรักชาติ - พรรคเพื่อแผ่นดิน

5.ด้านความมั่นคง ประกอบด้วย คู่ที่ 1 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน - พรรคชาติไทยพัฒนา, คู่ที่ 2 พรรคประชาธรรมไทย - พรรคประชาธิปไตยใหม่, คู่ที่ 3 พรรคพลังปวงชนไทย - พรรคชาติพัฒนา, คู่ที่ 4 พรรคพลังไทยรักชาติ - พรรคฐานรากไทย, คู่ที่ 5 พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย - พรรคพัฒนาประเทศไทย, คู่ที่ 6 พรรคพลังครูไทย - พรรคพลังสังคม

ขณะที่ ด้านที่ 6 ซึ่งเป็นด้านสาธารณสุขนั้น ไม่มีพรรคไหนจับได้

5293

ต่อข้อซักถามที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ในฐานะแคนดิเนตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ จะสามารถมาร่วมดีเบตในเวทีนี้ได้หรือไม่นั้น นายแสวง กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้ห้าม ทั้งยังกล่าวด้วยว่า ส่วนการตรวจสอบกรณีพรรคพลังประชารัฐถูกร้องเรื่องการจัดระดมทุนโต๊ะจีน ว่า เรื่องการระดมทุนและการบริจาค กกต. มีมาตรฐานการตรวจสอบเดียวกัน ใช้กับทุกพรรค ซึ่งต้องอาศัยเวลาตรวจสอบถึงที่มาของเงิน ใครบริจาคบ้าง มีคนต่างชาติร่วมบริจาคด้วยหรือไม่

ส่วนที่ร้องว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติการเป็นแคนดิเนตนายกฯ เพราะเป็นหัวหน้า คสช. เข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ก็ทราบว่า เป็นเรื่องที่มีผู้ร้อง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงาน ขณะที่ กรณีของพรรคอนาคตใหม่ที่ลงประวัติ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เกินความเป็นจริงนั้น ยังไม่ตรวจสอบว่า มีผู้ร้องมาแล้วหรือไม่ แต่ถ้าเป็นกรณีความปรากฎหรือมีเหตุสงสัย กกต. สามารถตรวจสอบเองได้ แต่ในชั้นนี้ขอยังไม่ให้ความเห็นว่าเป็นความผิดหรือยัง

ทั้งยังระบุด้วย กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ และได้มีการแจ้งลบข้อความและโพสต์ที่ผิดกฎหมายและมีลักษณะต้องห้าม โดยออกคำสั่งไปแล้วหลายฉบับ เพื่อปกป้องผู้สมัครและพรรคการเมืองที่สุจริต ซึ่งมีจำนวนมาก แต่ที่ยาก คือ การโยงไปถึงผู้กระทำผิด และการลบข้อความในทันที เพราะต้องประสานไปยังหน่วยงานของรัฐและเจ้าของเว็ปไซต์ ซึ่งบางรายอยู่ในต่างประเทศ

5295

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรครวมใจไทยยื่นขอให้ กกต. พิจารณาเสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ 12 พรรคการเมือง ที่มีการแก้ไขฐานข้อมูลสมาชิกพรรค เพื่อให้ผู้สมัครมีคุณสมบัติในการลงสมัคร ว่า ยังไม่เห็นเรื่องและยังไม่ขอพูดเรื่องนี้

เมื่อถามต่อ กรณีหากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตาม กกต. ที่ไม่ประกาศรายชื่อผู้สมัคร เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ผู้สมัครรายนั้นจะมีความผิดหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า มีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายกฎหมายที่จะต้องเป็นผู้พิจารณาหลังศาลฎีกามีคำพิพากษา

ทั้งนี้ สำหรับมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้ง หรือ ทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น มีกำหนด 10 ปี

5298

ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij