"วิษณุ”แฉพบคดีทุจริตค้างกว่า 30 คดี บางโครงการมูลค่านับหมื่น-แสนล้าน

30 ส.ค. 2561 | 07:40 น.
 

“วิษณุ” ระบุมีคดีทุจริตค้างกว่า 30 คดี  บางคดีมีมูลค่าเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน  เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการมันสำปะหลัง เร่งสร้างเครือข่ายต้านโกงอุดช่องโหว่

ต้านโกง-1

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) การเสริมสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานภาครัฐ 4 หน่วยงาน ได้แก่ นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

นายวิษณุ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ประชาชน ภาครัฐโปร่งใส ร่วมพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า การลงนามครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศมีความโปร่งใส ลดการช่อราษฎรบังหลวง วันนี้เรามีคนในภาครัฐกว่า 3.5 ล้านคน ถือว่าเป็นจำนวนมาก หากเทียบกับจำนวนประชากร และหลักการธรรมาภิบาลถือว่าสำคัญมากในระบบของรัฐ เพราะจะลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ วันนี้รัฐบาลรณรงค์เรื่องธรรมาภิบาลอย่างมาก เพื่อสร้างความตื่นตัวให้ประชาชน หวังลดการทุจริต

ต้านโกง-2

นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้ตั้งศูนย์ดำรงธรรม เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด  ไม่ต้องเสียเวลามานอนอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล จึงจะเห็นว่า ไม่มีประชาชนออกมาชุมนุม ปิดทำเนียบรัฐบาลเหมือนอดีตที่ผ่านมา ทั้งนี้ไม่ใช่ว่า รัฐบาลไปปิดกั้นการแสดงออก แต่ว่า ทุกจังหวัดล้วนมีศูนย์ดำรงธรรม ที่ประชาชนสามารถไปร้องเรียนได้ เมื่อร้องเรียนแล้วก็ให้การช่วยเหลือ ซึ่งบางครั้งก็ออกมาตรา 44 มาจากความเดือดร้อนของประชาชน ตามที่ประชาชนร้องเรียน  โดยมีเรื่องทุจริตได้รับการร้องเรียนมากที่สุดในศูนย์ดำรงธรรม จึงได้ดำเนินการจัดการและชี้แจงในส่วนที่อาจเข้าใจผิด

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา มีรายงานว่า มีการทุจริตใหญ่เป็นคดีความอยู่กว่า 30 เรื่อง บางเรื่องมีมูลค่ามหาศาลเป็นหมื่น เป็นแสนล้านบาท  เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการมันสำปะหลัง  โดยเมื่อรายงาน คณะรัฐมนตรี (ครม.)แล้ว ก็ได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ย้ำว่ารัฐบาลใส่ใจกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ไม่ใช้เรื่องง่าย  ที่จะทำได้รวดเร็วในพริบตาเดียว หากไม่ปรับปรุงวิธีการทำงาน

ดังนั้นวันนี้จึงต้องเสริมคน เงิน และอำนาจเข้าไป แต่ก็ยังไม่พอ เพราะที่สำคัญจะต้องสร้างเครือข่ายทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ประชาสังคม และประชาชน ฉะนั้นทุกหน่วยงานจึงต้องแสวงหาความร่วมมือ ขออย่าท้อถอยต่อการแก้ปัญหาการทุจริต เราจะต้องทำให้เข้มแข็งขึ้น มีช่องโหว่ต้องอุด มีช่องว่างต้องเอาอะไรมาถม เหมือนกับที่ ป.ป.ช.ตั้งเป้าว่า ในปี 2564 ประเทศไทยต้องได้คะแนนดัชนีการทุจริต (ซีพีไอ) 50 คะแนน เพราะมีผลอย่างมากต่อการลงทุนของต่างชาติ  ซึ่งรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกัน การที่มีข่าวตรวจสอบทุจริตที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาล ไม่ว่า จะเป็น คดีเงินทอนวัด เงินใต้โต๊ะ  หรือเงินคนไร้ที่พึ่ง เป็นต้น  พยายามขุดคุ้ยเรื่องเหล่านี้ซึ่งไม่ใช่ง่าย  แต่ต้องทำ เชื่อว่าจะสำเร็จได้  หากทำได้ระดับหนึ่งก็จะทำให้ระบบราชการใสสะอาด และประเทศดีขึ้น

e-book-1-503x62-7