จากฐานันดรที่สี่สู่เจ้าของเหมืองหยก (18)

08 พ.ย. 2564 | 01:30 น.

คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

ก่อนที่เราจะอ่านเรื่องราวของสาวน้อยมหัศจรรย์ คุณสุวรรณีต่อ เรามาดูหินที่มีความคล้ายคลึงกับหินหยกอีกสักตัวก่อนนะครับ หินตัวที่สามที่มีทำให้คนเข้าใจผิดมาตลอด เพราะเวลาสวมใส่เป็นเครื่องประดับ ถ้าไม่ได้เพ่งพิศก็จะไม่รู้ว่านั่นไม่ใช่หยก เป็นเพียงหินที่มีส่วนคล้ายคลึงกับหยกเท่านั้นครับ
 

นั่นคือหินพลอยมาลาไคต์ (Malachite) เป็นแร่ทองแดงคาร์บอเนตไฮดรอกไซด์ที่มีสีเขียวทึบ มีลักษณะเป็นลายเส้นเป็นขั้นๆ คล้ายกับอาเกตหรือหมาน่าวของไต้หวัน มาลาไคต์ถูกใช้เป็นอัญมณีและวัสดุประติมากรรมเป็นเวลาหลายพันปีและยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ในปัจจุบันมาลาไคต์มักถูกตัดมาทำเป็นหัวแหวน หรือลูกปัดสำหรับเครื่องประดับ เนื่องจากมาลาไคต์มีสีเขียวที่ไม่ซีดจาง และเนื้อไม่แข็งมากสามารถที่ถูกบดให้เป็นผงได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้มาลาไคต์ถูกใช้เป็นสารเติมสีและสีที่มีความต้องการเป็นเวลาหลายพันปี
 

ชื่อของหินชนิดนี้มาจากภาษากรีกจากคำว่า "โมโลคลิติส ลิตอต(molochitis Lithos)" ที่แปลว่า “หินชบาสีเขียว” เหตุที่ได้รับชื่อนี้ เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกับใบของต้นชบานั่นเอง ในอียิปต์โบราณสีเขียว (wadj) เป็นสีที่เกี่ยวข้องกับความตายและการฟื้นคืนชีพ เช่นเดียวกับชีวิตใหม่และความอุดมสมบูรณ์

 

ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าชีวิตหลังความตายจะอยู่บนสวรรค์ชั่วนิรันดร์ คล้ายกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่มีความเจ็บปวด หรือการบาดเจ็บ พวกเค้าเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า “ทุ่งแห่งมาลาไคต์” นอกจากนี้ มาลาไคต์ยังถูกใช้เป็นหนึ่งในหินแห่งพลังชั้นสูงของพวกเขา ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวส่งพลังงานจากพื้นดิน ฟาโรห์อียิปต์มักจะใส่มาลาไคต์ที่ด้านในของชายผ้าของหมวก(headdresses) ของพวกเขา โดยเชื่อว่ามันช่วยให้พวกเขาวางแผนได้อย่างชาญฉลาด ส่วนผงละเอียดจะถูกใช้เป็นอายแชโดว์ที่ยอดเยี่ยม โดยไม่ได้ตั้งใจที่จะทาเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อกระตุ้นวิสัยทัศน์และความมองเห็นที่ชัดเจน
 

นอกจากนี้ ชาวยุโรปบ้างกลุ่มยังเชื่อกันว่า การนำหินมาลาไคต์ใส่ใว้ในเปลนอนของเด็กทารก จะช่วยป้องกันวิญญาณชั่วร้ายทั้งหมด และเด็กๆ จะนอนหลับอย่างสงบ และป้องกันฝันร้าย และหากนำมาทำเป็นแก้ว แล้วดื่มน้ำจากแก้วที่ทำจากมาลาไคต์จะช่วยให้สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ สิ่งที่เล่ามาทั้งหมด เป็นความเชื่อของคนบางกลุ่มนะครับ ไม่แนะนำให้นำมาทำตาม อ่านเล่นเพื่อความบันเทิงก็พอครับ
 

เรามาต่อเรื่องคุณสุวรรณีต่อจากอาทิตย์ที่ผ่านมาดีกว่าครับ เมื่อคุณสุวรรณีและสามีขึ้นได้ไปที่ภูเขาปะกันพร้อมทั้งบริวารที่ติดตามมา พอได้เห็นสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นต่อหน้า เธอก็เริ่มต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น การหาซื้อก้อนหินหยก แม้จะมีมากมายให้เลือกซื้อได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายอย่างที่คิด มีอยู่วันหนึ่งเธอได้ตกลงซื้อหยกก้อนหนึ่ง ซึ่งไม่ใหญ่มาก ปรากฎว่าแค่หันหลังไปดูก้อนใหม่อีกก้อนหนึ่ง หินก้อนที่เธอตกลงซื้อก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นอีกก้อนหนึ่ง เธอจึงได้โวยขึ้นมาว่า เธอจำได้ว่าก้อนที่เธอได้จ่ายเงินซื้อไม่ใช่ก้อนที่เห็น ต้องเถียงกันอยู่พักใหญ่ สามีจึงกระซิบบอกเธอว่า ให้ดูที่ในแขวนเสื้อของคนขายตุงๆอยู่ เธอจึงเรียกเจ้าเชนคนที่ติดตามเธอมา ให้เขย่าแขนเสื้อคนขายดู ปรากฎว่าหินก้อนที่เธอซื้อจึงตกลงมาที่พื้น คนขายรีบเดินหนีเลย
 

มีอยู่อีกวันหนึ่ง เธอเห็นหัวแหวนหยกที่สวยมาก จึงได้ตกลงราคาซื้อขึ้นมา ในขณะที่กำลังนั่งคุยกันอยู่นั้น คนขายหยกเรียกให้คนไปซื้อน้ำชานมพม่ามาเลี้ยงแขก ปรากฎว่าพอเธอเผลอ หัวแหวนหยกก็ได้เปลี่ยนไปเป็นอีกเม็ดหนึ่ง เธอจึงโวยวายขึ้นมา ปรากฎว่าสามีเธอตาไวมาก บอกเธอว่าเขาเห็นคนขายหยกได้ยกแก้วชานมขึ้นมาดื่ม ซึ่งน่าสงสัยมาก สามีเธอจึงบอกให้คนขายเทน้ำชานมออกจากแก้วให้หมด ปรากฎว่าหัวแหวนหยกที่เธอซื้อ ได้หล่นออกจากก้นแก้วน้ำชานม ซึ่งคนขายก็พูดไม่ออกเลยเช่นเคย เพราะเขาได้เอาหัวแหวนหยกซ่อนไว้ในปาก พอเวลาของการเจรจาเริ่มนาน เขาคงจะเมื่อยปาก จึงอยากที่จะคายออกมา แล้วใส่ลงไปในแก้วน้ำชานม ซึ่งน้ำชานมสีขุ่นๆ ก็ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เพราะน้ำชานมพม่า เป็นน้ำชานมที่ผสมนมข้นหวาน สีของน้ำชานมจึงเข้มข้นมากนั่นเอง
 

นอกจากคนขายหยกที่เชื่อไม่ค่อยได้ ต้องคอยจับตาดูไม่กะพริบ แม้จะเป็นก้อนหินหยกที่ใหญ่และหนัก เวลาซื้อเสร็จจึงขอให้คนขายช่วยยกไปส่งให้ที่รถ ก็ไม่สามารถเชื่อใจได้ว่าจะไม่ถูกเปลี่ยนของ เพราะเธอเองก็เคยโดนเปลี่ยนมาแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน ก้อนหินที่หนักอึ้ง กลับกลายเป็นอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่ใช่ถูกเปลี่ยนโดยคนขาย หรือถูกเปลี่ยนโดยคนยกของมาส่งที่รถ ก็คงจะต้องเป็นลูกน้องของเธอเองที่เปลี่ยนเสียเองก็ไม่สามารถทราบได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเปลี่ยนของ เวลาซื้อเสร็จต้องรีบขนขึ้นรถเลย แล้วให้ลูกน้องคนที่ไว้ใจได้นั่งเฝ้าโดยอย่าได้ละสายตาเป็นเด็ดขาด
 

ในช่วงแรกๆ ที่ทำการซื้อมา-ขายไป แม้จะทำได้ไม่ดี เพราะถูกเล่ห์เหลี่ยมของคนขาย แต่พอคิดเบ็ดเสร็จแล้ว เธอก็ยังมีกำไรเหลืออยู่อีกไม่น้อย เธอจึงคิดว่า อาชีพนี้เป็นอาชีพดีกว่าอาชีพค้าขายอื่นๆ ที่เธอเคยผ่านมาอีกหลายอาชีพ เธอจึงรีบส่งข่าวหาท่านผู้มีพระคุณอีกครั้ง เพื่อแจ้งให้ท่านทราบ เพราะคิดว่าท่านน่าจะมีช่องทางในการระบายหยกได้ไม่ยาก เนื่องจากท่านมีเพื่อนฝูงเยอะ ไม่แน่อาจจะเจอคนที่สามารถเป็นลูกค้าชั้นดีได้นั่นเอง ในขณะเดียวกัน เธอก็ขายหินหยกในท้องที่ให้แก่ลูกค้าทุกรายที่สนใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนเธอก็ต้องขายหมด อาทิตย์หน้าผมจะมาเล่าต่อในเรื่องราวที่สนุกๆ ต่อไปครับ