เงินเฟ้อมา-ดอกเบี้ยขาขึ้น ลงทุนอะไรดี

04 ม.ค. 2560 เวลา 3:00 น.603
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2560 จะแตกต่างไปจากปี 2559 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านเงินเฟ้อซึ่งจะกลับมาเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการกระตุ้นผ่านนโยบายการเงินไปสู่การกระตุ้นผ่านนโยบายการคลัง
การจัดพอร์ตลงทุนปี 2560 จึงถือเป็นความท้าทายของนักลงทุน จากราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่อาจปรับสูงขึ้น และยุคการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวด นอกเหนือจากปัจจัยเหล่านี้ตลาดยังได้รับแรงกระตุ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์)ที่ต่ำทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้มีการโยกเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นมากขึ้น

อย่างไรก็ดีจากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้นในปี 2560 จะส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ทั่วโลกที่ไม่ขยายตัวมาตั้งแต่ปี 2557 สามารถกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง อุตสาหกรรมหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของกำไรในปี 2559 ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ และกลุ่มพลังงานที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมัน แต่ในปี 2560 แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่กลับเป็นขาขึ้น และการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ นักวิเคราะห์มองว่าจะช่วยให้กำไร 2 กลุ่ม คือ พลังงาน และธนาคารพาณิชย์ ฟื้นตัวขึ้น และทำให้กำไรของตลาดหุ้นโลกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

วิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล จำกัด กล่าวสั้น ๆถึงธีมการลงทุนปี 2560 ว่า ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานนำหน้า, อสังหาริมทรัพย์สร้างรายได้, เกาะกระแสเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ซึ่งคาดว่าธีมหลัก คือ โครงสร้างพื้นฐานที่ นายโดนัล ทรัมป์ เตรียมทุ่มเม็ดเงินกว่า 550 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในกลุ่มนี้

มือบริหารพอร์ตจากบลจ.ซีไอเอ็มบี กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น เนื่องจากสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศมักผูกรวมอัตราเงินเฟ้อในการปรับฐานค่าเช่า เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ค่าเช่าก็จะเพิ่มขึ้นด้วย การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านกองรีทส์ จึงน่าสนใจ

ด้านบลจ.กสิกรไทยฯ มีมุมมองที่เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มอาเซียนและอินเดีย ที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และผลกำไรบริษัทจดทะเบียน
“หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ หุ้นมีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ รวมถึงมีความผันผวนต่อวัฎจักรเศรษฐกิจต่ำ ก็ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้” ข้างต้นเป็นคำแนะนำจากบลจ.กสิกรไทย

คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)กล่าวว่า การกลับมาขยายตัวของผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน น่าจะทำให้ปี 2560 เป็นอีกปีที่ดีของตลาดหุ้น โดยทิสโก้ ยังคงยังคงคำแนะนำให้น้ำหนัก”มากกว่าตลาด” หรือ Overweight ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์

ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่น ยังมีปัจจัยบวกจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ประกอบกับราคาหุ้นที่ยังถูก และการเติบโตของกำไรที่ต่อเนื่อง ส่วนตลาดหุ้นอินเดียที่ปรับฐานจากผลกระทบของการยกเลิกการใช้ธนบัตร น่าจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวเพียงระยะสั้น แต่ในระยะยาวศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรยังอยู่ในเกณฑ์ดี

ปิดท้ายที่สินค้าโภคภัณฑ์ ทิสโก้ แนะนำให้ขายทำกำไรน้ำมันที่ราคาปรับขึ้นมามากและข่าวดีจากการตกลงลดปริมาณการผลิตได้ถูกประกาศออกมาหมดแล้ว และทยอยสะสมทองคำที่ราคาปรับลดลงมามาก เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

อีกมุมมองที่น่าสนใจจากผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของไทย พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประเมินกรอบความเคลื่อนไหวราคาทองคำมีแนวรับที่ 1,090 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 18,600 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านอยู่ที่ 1,260 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 21,500 บาทต่อบาททองคำ

tp4-3223-b จุดวัดใจราคาทองคำ คือ แนวรับบริเวณ 1,090 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้อย่างแข็งแกร่งก็มีโอกาสขยับขึ้นและทดสอบแนวต้าน 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หากไม่ผ่านจะอ่อนตัวลงเพื่อตั้งฐานราคาอีกครั้ง แต่หากผ่าน 1,200 ดอลลาร์สหรัฐนต่อออนซ์ได้ มีแนวโน้มวิ่งต่อเพื่อทดสอบแนวต้านสำคัญถัดไปโซน 1,250-1,260 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์

กลยุทธ์การลงทุน พวรรณ์แนะนำนักลงทุนระยะสั้นควรวางแผนการลงทุนที่ชัดเจน มีจุดเข้าซื้อ จุดขายทำกำไรหรือจุดตัดขาดทุน และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

การลงทุนปี 2560 แน่นอนว่าความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ จะทำให้การหาโอกาสจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีๆ ทำได้ยากขึ้น ดังนั้นการกระจายการลงทุนและคัดเลือกการลงทุนที่เหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารพอร์ตลงทุน

คำแนะนำการจัดพอร์ตเพื่อรับมือเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น คมศรนักกลยุทธ์ลงทุนจากทิสโก้ แจกสูตรดังนี้ เงินที่ลงทุนในหุ้น แน่นอนต้องให้นํ้าหนักหุ้นไทย 50% ส่วนอีก 50% ให้กระจายสัดส่วนที่เท่าๆ กัน ระหว่างตลาดหุ้นอินเดีย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ลงทุนในทองคำสัดส่วน 5% ผลตอบแทนคาดหวัง10 % และที่สำคัญต้องมีอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ต

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,223 วันที่ 1 - 4 มกราคม 2560

แท็กที่เกี่ยวข้อง