กกพ.ตรึงเอฟทีงวดพ.ค.–ส.ค.ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย

9 March 2018






กกพ.ตรึงเอฟทีงวดพ.ค.–ส.ค.ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย ท่ามกลางก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา และถ่านหิน ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล



-9 มี.ค.61-นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 2561 ค่าเชื้อเพลิงทุกชนิด ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา และถ่านหิน  มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงถึง 12.51 บาทต่อล้านบีทียู และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเอฟทีในส่วนของเชื้อเพลิงสูงขึ้น 3.77 สตางค์ต่อหน่วย แต่เนื่องจากมีเงินสะสมมาตั้งแต่กลางปี 2560 อยู่จำนวนหนึ่ง จึงนำมาช่วยตรึงราคาค่าเอฟทีในงวดนี้ ไว้ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย และเก็บไว้ส่วนหนึ่งไปช่วยพยุงค่าเอฟทีในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2561 ไม่ให้สูงขึ้นมากจนเกินไป  เพื่อช่วยบรรเทาภาระผู้ใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ โฆษก กกพ. ยังได้กล่าวสรุปถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2561 ดังนี้ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากประมาณการที่ใช้คำนวณค่า Ft ในช่วง ม.ค. – เม.ย. 61 จาก 33.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 32.05

อีกทั้งความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 61 เท่ากับ 67,334 ล้านหน่วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 61 เท่ากับ 5,136 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 8.26  และสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 61 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 60.50 รองลงมาเป็นรับซื้อไฟฟ้าจากลาว ร้อยละ 13.23 ลิกไนต์ ร้อยละ 8.80 และ ถ่านหินนำเข้า ร้อยละ 8.69

รวมทั้งแนวโน้มราคาเชื้อเพลิง คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติรวมค่าผ่านท่อ อยู่ที่ 262.02 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา 12.51 บาทต่อล้านบีทียู ราคาน้ำมันเตา 18.06 บาทต่อลิตร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.89 บาทต่อลิตร ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 22.30 บาทต่อลิตร ลดลง 0.06 บาทต่อลิตร ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าเอกชนอยู่ที่ 2,460.36 บาทต่อตัน ปรับเพิ่มขึ้น 32.87 บาทต่อตัน และราคาลิกไนต์ กฟผ. อยู่ที่ 693 บาทต่อตัน ไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ   ในส่วน Adder และ FiT ในเดือน พ.ค. – ส.ค. 61 ได้ปรับเพิ่มจาก 14,494 ล้านบาทในงวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 61 มาอยู่ที่ 14,570 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 76 ล้านบาท ประกอบกับประมาณการจำนวนหน่วยไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 61 เพิ่มขึ้นจากช่วงปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเทียบเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วจะทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 61 ซึ่งอยู่ที่ 23.70 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากงวด ม.ค. – เม.ย. 61 ซึ่งอยู่ที่ 25.58 สตางค์ต่อหน่วย ประมาณ 1.88 สตางค์ต่อหน่วย

จากการตรึงค่าเอฟทีเรียกเก็บงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 61 ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย จะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5966 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งจากมติ กกพ. ดังกล่าวข้างต้น สำนักงาน กกพ. จะเผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดผ่านทาง www.erc.or.th เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่วันที่ 9 – 23 มีนาคม 2561 ก่อนที่จะนำผลการรับฟังความคิดเห็น มาพิจารณาและให้การไฟฟ้าประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อไป


 


กกพ. พลังงาน เอฟที