พอเพียงอย่างพอใจ : เสียกรุง (ไทย) ครั้งที่ 3...

20 September 2017





แบนเนอร์ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ01-3-1

1485868336769

พอเพียงอย่างพอใจ

โดย...ฉาย บุนนาค

เสียกรุง (ไทย) ครั้งที่ 3...

2 เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย คือการเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าถึง 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2112 โดยพระเจ้าบุเรงนอง และครั้งที่ 2 ในวันอังคาร ขึ้น 9 คํ่า เดือน 5 ปีกุน ตรงกับวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2310 โดยพระเจ้ามังระ

1505887751538

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ของประ เทศไทย โดยเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ ถึง 417 ปี เป็นเมืองหลวงที่อายุยาวที่สุดของไทย โดยมีกษัตริย์ทั้งสิ้น  33 พระองค์ จาก 5 ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง เป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการทหาร ด้านการทูตและด้านเศรษฐกิจที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยนั้น

0022


โดยสรุปสาเหตุของการเสียกรุงครั้งที่ 1 นั้นมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ

1. เกิดความแตกสามัคคีกันระหว่างสมเด็จพระมหินทราธิราชกับพระมหาธรรมราชา เนื่องมาจากการยุยงของข้าศึก
2. ไทยขาดกำลังใจต่อสู้เนื่องจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคตในขณะบัญชาการศึก
3. พระยาจักรี  (ออกญาจักรี) ซึ่งเป็นแม่ทัพไทยเป็นไส้ศึกให้แก่พม่า

หลังจากเสียกรุง ในครั้งนั้น พระยาจักรีผู้ทรยศ ในพงศาวดารได้กล่าวว่า พระเจ้าบุเรงนองได้ให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลก แต่ทางพระยาจักรีไม่ต้องการจะขอไปรับราชการที่กรุงหงสาวดี ฝ่ายบุเรงนองเลี้ยงพระ ยาจักรีไว้ไม่นาน เพราะว่าพระยาจักรีทรยศ แม้กระทั่งแผ่นดินเกิดตนเอง แล้วต่อไปในภายภาคหน้าก็คงจะสามารถทรยศกรุงหงสาวดีได้เช่นกัน จึงพาลหาข้อผิดกล่าวโทษเพื่อประหารชีวิตเสีย
6


ผลของสงครามนี้ ไทยตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านาน 15 ปี ก่อนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราชสำเร็จในปี พ.ศ. 2127

สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เป็นสงครามครั้งที่ 2 ระหว่างราชวงศ์อลองพญาแห่งพม่า กับราชวงศ์บ้านพลูหลวงแห่งอาณาจักรอยุธยา การเสียกรุงครั้งนี้ นอกจากจะส่งผลให้อาณาจักรอยุธยาล่มสลายลงแล้ว ตะนาวศรีตอนใต้ยังได้ตกเป็นของพม่าเป็นการถาวร

โดยสรุปสาเหตุของการเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้นมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ
1. คนไทยแตกความสามัคคี
2. ขาดผู้นำที่เข้มแข็ง เพราะว่างเว้นจากสงครามมานาน

ดังที่สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพทรงสรุปว่า “ไทยอ่อนกำลังลงด้วยการจลาจลในประเทศ ไทยด้วยกันมุ่งหมายกำจัดพวกเดียวกันเอง เนื่องจากการชิงราชสมบัติมาหลายซับซ้อนนับตั้งแต่สิ้นสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นต้นมา กรุงศรีอยุธยาจึงทรุดโทรมลงเป็นลำดับ”

3. พระยาพลเทพ ข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาเอาใจออกห่าง ทำตัวเป็นไส้ศึก ลอบส่งศาสตราวุธเสบียงอาหารให้แก่พม่า สัญญาว่าจะเปิดประตู (ด้านทิศตะวันออก) คอยรับ เมื่อพม่าเข้าโจมตี เข้าใจว่า เป็นบริเวณหัวรอหรือใกล้เคียง ซึ่งพม่าก็ได้ระดมเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทางด้านนี้ ตามที่พระยาพลเทพนัดหมายไว้...

6_download_72217_1443415281518


ชื่อบทความ “การเสียกรุงฯ(ไทย) ครั้งที่ 3” นี้ ที่ผมหมายถึง หาใช่การเสียกรุงศรีอยุธยา ศรีรามเทพนครไม่... แต่เป็นการเสียธนาคารกรุงไทย ธนาคารของรัฐ ธนาคารซึ่งเป็นสมบัติของชาติและผู้ถือหุ้นอีกหลายหมื่นราย

เหตุแห่งการเสียกรุงทุกครั้งที่ผ่านมา ที่เหมือนกันตลอดคือเกิดมาจากการไม่สามัคคีกัน ชิงดีชิงเด่นกันของคนในชาติและการมี “หนอนบ่อนไส้” หรือ “ไส้ศึก” ที่ช่วยเหลือศัตรู... ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่เปลี่ยนรูปจากออกญาจักรีเป็นนายธนาคาร...

ทั้งๆ ที่เป็น “ลูกหม้อคนในองค์กร” และเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” มาก “ปริญญา”...

ยังไม่อายคอยแอบส่งข้อมูลภายใน และเจรจาช่วยเหลือการจัดฉาก “มวยล้มต้มคนดู” แบบแนบเนียน ตั้งแต่ไม่คัดค้านการถอนอายัดเงินของลูกหนี้จนไปถึงการวิ่งล็อบบี้เจ้าหนี้รายอื่นเพื่อให้เห็นชอบหรือไม่คัดค้านการเข้าฟื้นฟูของ EARTH...

image-2
ทางด้านศัตรูคราวนี้ ก็หาใช่ “พม่ารามัญ”... แต่คือกลุ่มเจ้าหนี้จีน เงาคนไทยที่แฝงมากับการเรียกค่าเสียหายกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท...

โดยเจ้าหนี้เหล่านี้ประกอบด้วย

1. บริษัท เทียนเจิน โบไท จงซิง เทรดดิ้ง จำกัด ...ส่วนนี้ประเมินกัน (เอง โดย EARTH) ว่าอาจจะสูงถึง 12,600 ล้านบาท

2. บริษัท เจียงซู กวางรับ เทรดดิ้ง จำกัด ส่วนนี้ก็ประเมินกัน (เอง โดย EARTH อีก) ว่าน่าจะสูงถึง 11,200 ล้านบาท  (โดยทั้งคู่นี้มีการบันทึกข้อตกลงสัญญาที่จะให้ความร่วมมือในการสนับสนุนบริษัทย่อยในการจัดหาถ่านหินให้)

3. นายหลิน ตง ไห่ คาดว่า EARTH  มีหนี้ที่เป็นภาระผูกพันกับเจ้าหนี้รายนี้ ประมาณ 2,975 ล้านบาท โดยนายหลิน ตง ไห่ ได้ตกลงให้ความร่วมมือในการติดต่อกับโรงไฟฟ้าในจีนเพื่อหาแหล่งทุนในการขยายกิจการ

4. บริษัท อมาเซน พีทีอี จำกัด โดยมีข้อตกลงจะร่วมลงทุนกัน โดยหน้าที่ของบริษัทร่วมลงทุนรายนี้ จะมีหน้าที่ขนส่งถ่าน หินที่อินโดนีเซีย และคาดมีภาระหนี้ 5,500 ล้านบาท

5. บริษัท นโปเลียน โลจิส ติกส์ จำกัด คาดเป็นเจ้าหนี้ EARTH 1,500 ล้านบาท โดยภาระผูกพันภาระหนี้มาจากค่าขนส่งถ่านหินให้

6. บริษัท มาร์โค โปโล เวนเจอร์ จำกัด โดยมีการตกลงความร่วมมือในการคัดร่อนถ่านหิน และจัดเตรียมพื้นที่กองถ่านหิน ซึ่งส่วนนี้คาดว่ามีภาระหนี้กับเจ้าหนี้รายนี้รวม 2,300 ล้านบาท

20170503_EARTH
หากสังเกตดูกลุ่มเจ้าหนี้ค่าเสียหายนี้ ที่มาของค่าเสียหายส่วนใหญ่ที่เรียกมานั้นคือการจะสั่งจัดหาถ่านหินให้ EARTH แล้ว EARTH กำลังจะไม่มีปัญญาซื้อ จึงเรียกค่าเสียหาย... ผมอยากถามจริงๆเลยว่าหากคุณไม่ขายถ่านหิน (ซึ่งเป็นcommodity สากล) ให้ EARTH... คุณก็ขายคนอื่นได้มากมายใช่หรือไม่? แล้วคุณเสียหายยังไงมากมายขนาดนั้น? แล้วธุรกิจหลักของ EARTH อยู่ที่อินโดนีเซียไม่ใช่หรือ ทำไมจึงมีแต่เจ้าหนี้จีนมาฟ้องค่าเสียหาย?

ด้านธนาคารกรุงไทย เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ได้คัดค้านความเป็นอยู่ของหนี้ค่าเสียหายก้อนนี้ แต่ไม่คัดค้านการขอฟื้นฟูกิจการของ EARTH


5414544-503x336
             พิบูล พิหเคนทร์ กรรมการบริหาร ,ขจรพงศ์ คำดี ซีอีโอ, และ ธนาวรรธน์ ประทุมสุวรรณ์ เอ็มดี

 

ฟังดูดี... แต่ หากพิจารณาจริงๆ คือหากไม่มีหนี้ 2.7 หมื่นล้านบาทก้อนนี้ EARTH ก็จะมีส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวกกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งแปลว่า “ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว” และไม่เข้าข่ายจำเป็นต้องฟื้นฟูกิจการ!!!... แล้วท่านผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงไทยตัดสินใจไปได้ยังไงในการเห็นชอบให้ฟื้นฟู!

เงินที่หาง่ายคือการหาเงินจากความสลับซับซ้อนที่คนอื่นรู้ไม่ทัน... ถามต่อว่า ลูกหนี้และเจ้าหนี้หากเข้าแผนฟื้นฟูแล้วจะได้อะไร นอกจากประโยชน์จากมูลหนี้ปริศนานี้...

คำตอบคือเพื่อกลบแผลบางอย่างที่สร้างมากว่า 4 ปี ซึ่งขอต่อในฉบับหน้า...

คอลัมน์ : พอเพียงอย่างพอใจ / หน้า 18 หนังสือพิมพ์ฐานเศราฐกิจ / ฉบับ 3298  ระหว่างวันที่ 21-23 ก.ย.2560

ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว-9-1