ซัดประมงเถื่อนทำลายเศรษฐกิจโลก2.6พันลำจมทำปะการังเทียม

2 December 2015






อียูประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการทำประมงผิดกฎหมายทั่วโลกพุ่ง 10-23.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ขณะที่ไทยอยู่ที่ 230 ล้าน เร่งสกัด หวั่นลามอาชญากรรมข้ามชาติใช้เป็นเครื่องมือ ด้านวงใน ศปมผ. เผยอียูส่งสัญญาณต่อให้เร่งจัดระเบียบเรือจับปลาทูน่าผวาลักลอบ พบข้อสงสัยปริมาณส่งออกขายสูงกว่านำเข้า ขณะที่เรือประมงเถื่อน 2.65 พันลำ ได้ข้อยุติแล้วจะจมทำปะการังเทียม ส่วน "อวนรุน" 330 ลำ ส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนเป็นอวนรุนเคย

แหล่งข่าวจากศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม พ.ศ.2558-2562 (NPOA-IUU) ทางสหภาพยุโรป (อียู) ได้มีการประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการทำประมงผิดกฎหมายทั่วโลก พบว่าในแต่ละปีมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 10-23.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนของไทยอยู่ประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ยิ่งไปกว่านั้นการทำประมงผิดกฎหมายเป็นภัยคุกคามที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก และยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติทางทะเล เช่น การลักลอบค้ามนุษย์ การล่า และการค้าสัตว์ทะเลหายาก การลักลอบค้ายาเสพติดและอาวุธ ซึ่งเกิดขึ้นในบางส่วนของโลก

ทั้งนี้ประมาณการผลผลิตจับสัตว์น้ำที่ได้เกือบ 1 ใน 3 ของปริมาณการจับทั้งหมดในโลกได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย จากข้อกังวลดังกล่าว ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ของโลก โดยในปี 2557 ปริมาณการส่งออกสัตว์น้ำทั้งหมด 1.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 6.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปริมาณการนำเข้าสัตว์น้ำทั้งหมด 1.6 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงต้องมีแผนปฏิบัติการในระดับสากลเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการประมงในระดับภูมิภาคและเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรประมงและสิ่งแวดล้อมทางทะเล

แหล่งข่าว ศปมผ. กล่าวว่า กรมประมง รายงานว่า ล่าสุดทางสหภาพยุโรป หรืออียู ได้ให้มีการจัดระเบียบเรือทูน่า และสังเกตความผิดปกติพบว่าปริมาณการส่งออกทูน่าสูงกว่าปริมาณนำเข้า เชื่อว่าจะมีการลักลอบถ่ายสัตว์นํ้าสวมปลาผิดกฎหมายเข้าประเทศนำไปขายในตลาดอียู จึงให้ไทยเร่งออกระเบียบทางที่ประชุมจึงให้ทางกรมประมงและกรมศุลกากรไปเร่งหามาตรการเพื่อให้อียูวางใจซึ่งหนึ่งในมาตรการดังกล่าวเป็นเหตุให้เรียกเรือประมงนอกน่านนํ้าขนาดตั้งแต่60 ตันกรอสขึ้นไป ให้มารายงานตัวภายในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้”

ขณะที่แหล่งข่าวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเรือที่มีอาชญาบัตรไม่ตรงกับเครื่องมือที่ใช้ จำนวน 2.65 พันลำ ทางกรมประมงแจ้งว่าไม่สามารถกลับมาทำประมงได้ เพราะหากกลับมาจะทำให้จำนวนแรงลงประมงเกินค่าผลการจับสัตว์น้ำสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY) มาก มีความคิดเห็นว่าให้ซื้อเรือคืนส่วนหนึ่งเพื่อไปทำปะการังเทียม ศปมผ. จึงมอบให้สำนักงบประมาณ สำรวจและรวบรวมงบประมาณปะการังเทียมของส่วนราชการทั้งหมด แล้วให้สำรวจอายุของเรือทั้งหมด และแยกจัดกลุ่มขนาดของเรือ แล้วให้ประเมินราคาใหม่ เพระราคาที่สมาคมประมงฯ เสนอขายเรือให้ราคาสูงเกินไป ส่วนอวนรุนที่มีอาชญาบัตรถูกต้อง จำนวน 330 ลำ ส่วนใหญ่จะปรับเปลี่ยนเป็นอวนรุนเคย/เรือประมงพื้นบ้าน รองลงมาเป็นอวนลากเดี่ยว (ดูตารางประกอบ)

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,109
วันที่ 29 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558


สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ประมงผิดกฎหมาย ศูนย์บัญชาการแก้ไขการทำประมงผิดกฏหมาย (ศปมผ.)