อียูชะลอ "ใบแดง" ประมงแบบมีเงื่อนไข

20 October 2015






หลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ได้ติดตามมาตรการและการปฏิบัติการอย่างจริงจังของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing : IUU) คงตระหนักได้ว่ามาตรการต่างๆ ที่ประกาศออกไปเป็น "ของจริง" และเป็นมาตรการถาวรที่รัฐบาลไทมุ่งมั่นรักษาและฟื้นฟูท้องทะเลไทยควบคู่ไปกับการปราบปราม "แรงงานทาส" ส่งผลให้ อียู ประกาศชะลอการตัดสิน "ใบแดง" ไทยออกไปจากเดือนตุลาคมเป็นธันวาคมปีนี้

แม้จะมีการประกาศชะลอการตัดสินออกไปแล้วก็ตาม คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปจะยังคงส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคเข้ามาตรวจการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ของไทยในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ตามกำหนดการเดิม จากนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะกรรมาธิการอียู จะเข้ามาประเมินการทำงานของไทยอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม ก่อนจะตัดสินชี้ขาดสถานะประเทศไทย ว่ายืน "ใบเหลือง" หรือลงดาบไทย "ใบแดง" กรณีอียูเห็นว่าไทยไม่ได้ทำอะไรในทางสร้างสรรค์หรือแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ IUU ไทยจะไม่สามารถส่งออกสินค้าประมงไปอียูได้

หากการแก้ปัญหาที่ผ่านมายังไม่เป็นที่พอใจของอียู เนื่องจากไม่มีการปรับปรุงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย การออกกฎหมาย และการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จนเป็นที่มาของการประกาศ ใบเหลือง ตามระเบียบ IUU Fishing อียูยังมีข้อเรียกร้องหลักๆ อีก 3 ประการ ที่ต้องการให้ไทยปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ 1.การประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.การประมงฉบับใหม่และกฎหมายลำดับรอง เนื่องจากขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกเป็นพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทำประมง IUU แทนการออกพระราชบัญญัติที่จะใช้เวลานาน ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ภาคประมงที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง 2.การประกาศใช้แผนการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล (FMP) และ 3. เดินหน้าแผนปฏิบัติการในการป้องกัน ขจัด และยับยั้งการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ส่วนเรื่องที่ได้ดำเนินการแก้ไขตามแผนปฏิบัติการแล้วก็ต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเข้มงวดต่อไป

สำหรับชาวประมงนั้น ล่าสุดคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรับบาลเตรียมเสนอของบ 228,516,200 ล้านบาท เข้าที่ประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า เพื่อชดเชยให้ผู้ประกอบการเรือประมงใน 2 ส่วน คือ เรือประมงที่ไม่มีเอกสารและต้องหยุดเรือไป จำนวน 4,500 ลำ และอีกส่วนคือ เครื่องมือที่ตรงกับอาชญาบัตร มีเรือ 330 ลำ และโพงพางอีก 4 ราย ขณะที่เรื่องการยกเลิกอวนรุน อวนลาก ในส่วนของเรือที่มีเครื่องมือไม่ตรงอาชญาบัตร มี 2,658 ลำ นั้นยังไม่ได้ข้อสรุป จึงต้องตรวจสอบข้อมูลในฐานระบบเพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อน

กรมประมงได้ร่วมมือกับหน่วยงาน National Marine Fisheries Development Center ประเทศฟิลิปปินส์ ในการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติเพื่อสร้างผู้สังเกตการณ์ประมง (Fisheries Observer Onboard) ให้กับเจ้าหน้าที่กรมประมงนำร่อง จำนวน 30 คน เพื่อเพิ่มทักษะแก่เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์บนเรือประมงนอกน่านน้ำและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ สอดรับกับกฎสากล เพื่อควบคุมการจับสัตว์น้ำไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาการทำประมง IUU อย่างจริงจัง

ส่วนภาคเอกชนเองก็สนับสนุนให้เกิดการประมงที่ยั่งยืน เช่น "ซีพีเอฟ" ที่ถือเป็นผู้ซื้อปลาป่นซึ่งมีวัตถุดิบส่วนหนึ่งมาจากการทำประมง ได้ออกนโยบายการซื้อปลาป่นที่ผลิตจากผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูป ที่ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO Responsible Supply (IFFO RS) หรือ IFFO RS Improvers Programme (IFFO RS IP) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับ Code of Conduct for Responsible Fisheries ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) หรือต้องไม่เป็นผลพลอยได้จากสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคณะทำงานเพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตกุ้งที่ยั่งยืนร่วมกับบริษัทอื่นและองค์กรเอ็นจีโอด้วยเพื่อปรับปรุงมาตรฐานทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตกุ้งไทยครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3097 วันที่ 18 - 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558


ไอยูยู ฟิชชิ่ง สหภาพยุโรป (อียู) ประมงผิดกฎหมาย