จับตาวิกฤติการเมืองมาเลเซีย ผ่าน 5 ตัวเลขสำคัญ

4 September 2015






การชุมนุมประท้วงเป็นเวลายาวนาน 34 ชั่วโมงใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดึงดูดผู้คนนับหมื่นนับแสนคน (ตัวเลขของผู้ชุมนุมและตัวเลขของทางการแตกต่างกันอย่างชัดเจน) มารวมตัวกันเรียกร้องการลาออกของ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งกำลังพัวพันในคดีคอร์รัปชันอันอื้อฉาว นายราจิบเองประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่ลาออกซ้ำยังตำหนิผู้ประท้วงว่า ไร้สปิริตร่วมเพื่อชาติบ้านเมือง เพราะมาประท้วงกันก่อนวันเฉลิมฉลองเอกราชหรือวันชาติมาเลเซีย (31 สิงหาคม)

แม้ว่าขณะนี้ ผู้ประท้วงซึ่งรวมกลุ่มกันมาในนาม เบอร์ซีห์ (Bersih) ที่เป็นภาษามาเลย์แปลว่า "สะอาด" จะยอมสลายการชุมนุมเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลจัดฉลองวันชาติ แต่ความคุกรุ่นทางการเมืองยังครอบคลุมมาเลเซียทำให้บรรยากาศโดยรวมยังอึมครึม หนังสือพิมพ์ เดอะ ไฟแนนเชียลไทมส์ สื่อใหญ่ของอังกฤษได้ประมวลภาพวิกฤติการเมืองของมาเลเซียไว้อย่างน่าสนใจ โดยสรุปเป็นตัวเลข 5 จำนวน ที่มีนัยยะสำคัญกับเหตุการณ์ครั้งนี้

675 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี่คือจำนวนเงินที่มีการโอนเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของนายนาจิบ (ตัวเลข ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558)

การโอนเงินที่ชวนฉงน ถูกเปิดเผยเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และจุดชนวนการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้นายนาจิบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการปราบปรามการคอร์รัปชันแห่งชาติยอมรับข้อปฏิเสธของเขา โดยนายนาจิบยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดและอธิบายถึงที่มาของเงินว่าได้รับบริจาคจากผู้สนับสนุนในตะวันออกกลางที่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อ ไม่ใช่เงินจากรายได้ของรัฐหรือเงินจากกองทุนการลงทุนแห่งชาติ หรือ กองทุน 1Malaysia Development Berhad ที่รู้จักกันในชื่อสั้นๆว่า 1MDB ท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวนี้ สถานะของกองทุนดังกล่าวขาดทุนอยู่กว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีการพูดถึงสาเหตุว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน ฝ่ายตรงข้ามกับนายนาจิบซึ่งเรียกร้องให้เขาลาออกระบุว่า นายนาจิบควรแสดงความบริสุทธิ์ด้วยการเปิดเผยให้ชัดว่าเงินที่ถูกโอนมาทั้งหมดนั้นมาจากไหน และเพื่อเหตุผลอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมันเป็นเงินจากต่างชาติ ยิ่งต้องมีความโปร่งใส

58 ปี การครองอำนาจของพรรคอัมโนในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างต่อเนื่องยาวนาน

พรรคอัมโน หรือ United Malays National Organisation เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลมาเกือบ 6 ทศวรรษ นักวิจารณ์กล่าวว่าการสืบทอดอำนาจมาตั้งแต่ครั้งมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2500 ทำให้พรรคอัมโนรู้สึกยิ่งใหญ่จนไม่ยอมให้ใครมาแตะหรือตรวจสอบ ซึ่งส่งผลเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติโดยรวม นับตั้งแต่ที่ข่าวฉาวเกี่ยวกับเงินปริศนาที่ถูกโอนเข้าบัญชีของนายกรัฐมนตรีถูกขุดคุ้ยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ทำหลายอย่างในทิศทางตรงข้ามกับการทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นการปลดรองนายกรัฐมนตรี โยกย้ายอัยการสูงสุดโดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ และโยกย้ายกรรมาธิการที่ดูแลการสืบสวนคดีนี้

47% เป็นสัดส่วนคะแนนเสียงที่พรรคพันธมิตรที่มีอัมโนเป็นแกนนำ ได้รับจากการเลือกตั้งในปี 2556

แม้ว่ากลุ่มพรรคร่วมจะสูญเสียคะแนนให้กับพรรคฝ่ายค้านทำให้ไม่ได้รับคะแนนเสียงข้างมาก แต่ก็ยังสามารถเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลผสม กระนั้นก็ตาม วงในของพรรคอัมโนยอมรับว่าอำนาจที่มีอยู่นั้นแผ่วลง และความนิยมพรรคอัมโนในกลุ่มผู้ลงคะแนนเชื้อสายมาเลย์ที่เป็นฐานเสียงสำคัญ ก็มีท่าว่าจะลดน้อยลง พรรคฝ่ายค้านอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นมีกลโกงแต่ก็ไม่มีหลักฐานพยานเพียงพอมายืนยัน ขณะเดียวกันกลุ่มพรรคฝ่ายค้านก็เพลี่ยงพล้ำเช่นกันกับความพยายามในช่วงต้นปีนี้ ที่จะผลักดันให้มีการนำกฎหมายอิสลามแบบเข้มข้นมาใช้ในรัฐกลันตัน แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแทนที่จะเป็นผลดี กลับจากความแตกแยกแบ่งฝ่ายระหว่างฝ่ายที่นับถืออิสลามและฝ่ายที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ยังมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การชุมนุมขับไล่นายนาจิบมีชาวมาเลย์มาร่วมด้วยไม่มากนัก ซึ่งน่าจะสะท้อนว่าฐานเสียงหลักๆของรัฐบาลยังไม่ได้เหือดหายไปเสียทีเดียว ในทางกลับกัน ผู้สนับสนุนรัฐบาลของนายนาจิบได้นัดหมายชุมนุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้เพื่อแสดงพลังต่อต้านกลุ่มเบอร์ซีห์ที่ออกมาขับไล่รัฐบาล งานนี้นักวิเคราะห์ชี้ว่า เป็นจุดที่สร้างความตึงเครียดและอาจนำไปสู่เหตุวุ่นวายที่ไม่มีใครต้องการให้เกิด

22 ปี เป็นระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด (ปี 2524-2546)

อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งชาวมาเลเซียให้การเคารพนับถือผู้นี้ได้ออกมาร่วมการชุมนุมของกลุ่มเบอร์ซีห์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาและได้แสดงทรรศนะว่าเขาเองก็ไม่ต้องการให้นายนาจิบดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป ทั้งแสดงความเสียใจที่เคยมีส่วน "ปั้น" นายนาจิบสมัยอยู่ในพรรคอัมโนด้วยกัน ดร.มหาธีร์ในวัย 90 ปี เป็นรัฐบุรุษของมาเลเซีย การแสดงท่าทีดังกล่าว แสดงถึงรอยร้าวในพรรคอัมโน เขายืนยันว่าออกมาแสดงพลังร่วมกับประชาชนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ

4.25 คือค่าเงินริงกิตที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นับเป็นการอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกครั้งล่าสุด เศรษฐกิจมาเลเซียได้รับแรงกดันมากอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดคดีฉาวกองทุน 1MDB และตอนนี้ก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น ทั้งจากความอึมครึมทางการเมืองและผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในช่วงขาลง (เนื่องจากมาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนของมาเลเซียยังอยู่ในระดับสูงคือประมาณ 88% ของจีดีพี (ข้อมูลปี 2557) ค่าครองชีพก็ขยับขึ้นสูงเมื่อมีการประกาศใช้ภาษีบริการและสินค้าอัตราใหม่ที่ 6% ล่าสุด วิกฤติตลาดหุ้นจีนยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมาเลเซียด้วยเช่นกัน




ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,084 วันที่ 3 - 5 กันยายน พ.ศ. 2558