ทางเลือกใหม่เลี้ยงหมูใช้แรงงานต่ำ

5 September 2015






ความก้าวหน้าในการเลี้ยงสุกรหรือ "หมู" ว่ากันโดยทั่วไปแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ก็คงจะทราบ เพราะมีผู้เลี้ยงบางรายในไทยลงทุนทำมาแล้ว 10 ปี หมูขุนของเขา 10,000 ตัว/ฟาร์ม ใช้แรงงานคนเพียง 4 คนเท่านั้น นับรวมผู้จัดการฟาร์ม สัตวบาล และแรงงาน ขณะที่ฟาร์มหมูในไทยที่ว่าทันสมัยแล้วเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ 1,000 แม่ ใช้คน 29-30 คน จะเห็นความแตกต่างกันชัดเจนในเรื่องการใช้แรงงานคนในการเลี้ยง

การเลี้ยงหมูที่พัฒนาแล้วและเป็นต้นแบบจริงๆ ไม่ทราบว่ามาจากไหน น่าจะมาจากสหรัฐอเมริกามากกว่า เพราะบราซิลเป็นศูนย์กลางการเลี้ยงหมูของทุนอเมริกัน ส่วนไก่นั้นยุโรปเข้าไปลงทุนในบราซิล ประเทศบราซิลเลี้ยงหมูอย่างเป็นล่ำเป็นสันและส่งออกจนครองตลาดส่วนใหญ่ได้ ฟาร์มหมูที่บราซิลนั้นต่างจากฟาร์มหมูในบ้านเรา แม้ตัวโรงเรือนจะเป็นระบบปิดเหมือนกันก็ตาม แต่ของเขาจะยกพื้นด้วยแผ่น "สแลทคอนกรีต" ที่เจาะรูเอาไว้เป็นระยะ แผ่นหนึ่งกว้างประมาณ 1 เมตรยาวประมาณ 2 เมตรเห็นจะได้ แต่เท่าที่มีทำในไทยขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 1.20 เมตร และเจารูเป็นช่วงๆ แบบไทยจึงต้องวางคานมากกว่าแบบออริจินัล ทั้งที่เพื่อให้ถูกสุขอนามัย

ที่เจาะรูเอาไว้ก็เพื่อให้เมื่อหมูขับถ่ายของเสียออกมาแล้ว หมูจะย่ำลงบนของเสีย ของเสียก็จะร่วงลงชั้นล้าง ที่ทำเป็นอ่างเจาะ "สะดือ" ตรงกลาง คล้ายกับส้วมแบบชักโครก เมื่อกดปุ่มชักโครก แล้วของเสียและน้ำจะถูกดูดไปยังบ่อหมักก๊าชชีวภาพเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป นอกจากนี้ถ้าเป็นหมูขุนก็จะเพิ่มอ่างน้ำกว้างประมาณ 1.50 x 4 x 0.15 เมตร ไว้ให้หมูนอนแช่พักผ่อนด้วย ให้กดชักโครก 2 วันครั้ง และเปลี่ยนน้ำให้หมูวันละ 1-2 ครั้ง
ต้องมีไซโลขนาด 6 ตันตั้งหน้าเล้า เพื่อส่งอาหารหมูเข้าไปในเล้าผ่านระบบเกลียว และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือรถบรรทุกใช้ในงานฟาร์ม ซึ่งผลประกอบการเขาก็บอกว่าคุ้มทุนไม่นาน และแทบจะไม่ใช้คนคนเลย ที่สำคัญไม่ต้องพะวักพะวนกับเรื่องแจ้งการใช้แรงงานต่างด้าวแต่อย่างใด

คราวนี้มาว่าด้วยแรงงานต่างด้าวบ้าง ซึ่งเท่าที่เราเคยทำกันมาถือว่าใช้ได้ เพราะค่าจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกว่าใช้แรงงานไทยที่ไม่ค่อยจะมีใครเขาทำกัน แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเริ่มตรวจค้นฟาร์มหมู เริ่มกวาดล้างการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ไม่เป็นธรรมหรือปฏิบัติไม่ถูกกฎระเบียบของทางการ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวและไม่เป็นข่าวอยู่ในเวลานี้

แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ในไทยน่าจะพอจัดแบ่งได้ ถ้าเป็นฟาร์มหมูมักจะพบชาวกะเหรี่ยงและไทยใหญ่ยังพอมีบ้าง และคนเหล่านี้มักจะมีผู้ติดสอยห้อยตามเป็นลูกเล็กเด็กแดง เมื่อทำงานฟาร์มก็มีโอกาสได้ดูแลเด็ก ได้ส่งเสียงเล่าเรียนหนังสือที่ไม่ไกลจากฟาร์มนัก เป็นเพราะพื้นเพของชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ตามป่าเขากระมัง จึงคุ้นเคยกับการเลี้ยงสัตว์ หรือเสาะหาสัตว์ป่ามาดำรงเลี้ยงชีพ ไทยใหญ่ชาวพุทธก็เช่นเดียวกัน ชาวเมียนมาแท้ๆ มักจะทำงานเป็นลูกจ้างธุรกิจค้าขายหรือบริกา บางกลุ่มก็ลงเรือประมงแต่ก็ไม่เท่ากับชาวบังกลาเทศ (หรือโรฮิงจาซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสิ่งต้องห้ามไปแล้ว) แต่แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่จะไม่นิยมเลี้ยงสัตว์หรือทำฟาร์ม มักจะทำงานอาชีพก่อสร้างเสียมากกว่า ถ้าชาวลาวไม่ค่อยคุ้นกับการเพาะปลูกและไม่ค่อยคุ้นกับการเลี้ยงสัตว์ชอบเลือกทำงานบริการอะไรที่สะดวกสบาย

แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบปศุสัตว์มักมีการหมุนเวียนเกิน 60 % ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ไม่ค่อยมีใครอยากทำประจำที่เกิน3-5 ปี แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาในไทยโดยลำพัง มักจะมีญาติพี่น้องหลั่งไหลเข้ามาทำงานด้วย เมื่อญาติพี่น้องกระจัดกระจายกันอยู่ โอกาสจะได้งานใหม่ๆ ทำก็เยอะขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้ผมว่าทางการควรจะพิจารณาภาคเกษตรเป็นการเฉพาะโดยให้เปิดรับแรงงานต่างด้าวได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เปิดเป็นช่วง ปิดเป็นช่วงอย่างที่ทำกันครับ

 

 

ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,084 วันที่ 3 - 5 กันยายน พ.ศ. 2558


การเลี้ยงหมู ศูนย์กลางการเลี้ยงหมูของทุนอเมริกัน ระบบปศุสัตว์ หมู การเลี้ยงสุกร