กลยุทธ์รุกอี-คอมเมิร์ซเห็นผล เบสต์บายปลื้มรายได้ออนไลน์โต

29 August 2016






การปรับกลยุทธ์เพื่อหันมารุกทางอี-คอมเมิร์ซเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้ "เบสต์บาย" เชนร้านค้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ทำรายได้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เบสต์บาย เชนค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา รายงานยอดขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ภายในสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ของปีนี้ เพิ่มขึ้น 24% เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน ช่วยดันให้ยอดขายโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 8.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น 20% เป็น 198 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้เบสต์บายปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ตลอดทั้งปีจากเดิมไม่มีการเติบโตเป็น 1%

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เบสต์บายต้องสูญเสียรายได้ส่วนใหญ่ไปให้กับคู่แข่งจากทางออนไลน์ ขณะที่ผู้บริโภคเองก็เดินเข้าร้านค้าเพื่อซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลดน้อยลง ทำให้เบสต์บายต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการปิดร้านค้าที่ทำรายได้ไม่เข้าเป้า และหันไปสร้างธุรกิจกับการจำหน่ายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น

เบสต์บายทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นในเวลาที่ตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมมีความอ่อนแอ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ระบุว่า ยอดขายสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของร้านค้าต่างๆ ลดลง 3.9% ในช่วงไตรมาส 2 และผู้ค้าปลีกบางราย อาทิ ทาร์เก็ต ก็ยอมรับว่ายอดขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อ่อนแอ

ฮิวเบิร์ต โจลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเบสต์บาย กล่าวว่า เบสต์บายเริ่มทำรายได้ที่สูญเสียไปกลับคืนมาด้วยการเปิดให้บริการส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วันสำหรับออร์เดอร์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 35 ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมกับปรับปรุงรูปแบบการรีวิวสินค้าทางออนไลน์ โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่เบสต์บายนำมาใช้ในไตรมาสที่ผ่านมา คือการตัดสินใจลดระยะเวลาในการจัดส่งเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงจาก 12 ชั่วโมงเหลือ 4 ชั่วโมง

โจลีกล่าวว่า ไม่ได้มองว่าการหันมาเน้นธุรกิจออนไลน์จะส่งผลกระทบไปถึงยอดขายภายในร้านค้า "เราไม่มองว่ามันเป็นเกมที่ผลลัพธ์เป็นศูนย์" โดยเชื่อว่าธุรกิจทั้งสองส่วนช่วยเปิดช่องทางให้บริษัททำรายได้จากบริการการติดตั้งอุปกรณ์ ทั้งนี้ เบสต์บายกล่าวว่า มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสล่าสุด และมูลค่าการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ในแต่ละครั้งเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า เบสต์บายได้อานิสงส์จากการพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชันสมาร์ทโฟนของตนเอง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความเร็วในกระบวนการชำระเงินซื้อสินค้า และมีบริการลดราคาสินค้าให้เท่ากับคู่แข่ง "มันเป็นการผสมผสานระหว่างตลาดขนาดใหญ่ประกอบกับการทำผลงานที่ดีในอี-คอมเมิร์ซ" ไมเคิล แลสเซอร์ นักวิเคราะห์จากยูบีเอสให้ความเห็น

ขณะเดียวกันเชนค้าปลีกขนาดใหญ่อื่นๆ กำลังเผชิญกับการชะลอตัวในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของตนเอง ทาร์เก็ตรายงานยอดขายทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 16% ในไตรมาสก่อน ลดลงจากอัตราเติบโต 30% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านวอลมาร์ทรายงานการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซลดต่ำลงเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน และหวังว่าการเข้าไปซื้อกิจการเว็บไซต์ Jet.com เป็นมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ได้

ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในร้านค้าของเบสต์บายเพิ่มขึ้น 8.2% ในไตรมาสที่ผ่านมา นับเป็นประเภทสินค้าที่เติบโตสูงสุดของเบสต์บาย สอดคล้องกับแนวโน้มในอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันผู้บริหารของเบสต์บายกล่าวว่า ยอดขายแท็บเลตและโทรศัพท์มือถือที่ลดลงไม่เลวร้ายเท่ากับที่คาดไว้ นอกจากนี้ ยังไม่รู้สึกกังวลกับราคาโทรทัศน์ความคมชัดสูงที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าทางเลือกสินค้าที่หลากหลาย ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์ และดิสเพลย์ของร้านค้าที่ดีกว่าจะช่วยให้เบสต์บายเอาชนะคู่แข่งได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 28 - 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559


สหรัฐอเมริกา ขายของออนไลน์ สำนักข่าวต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ