มองคนละมุม ตลาดหุ้นเกิดใหม่ VS พัฒนาแล้ว

20 August 2016






สภาพคล่องที่ท่วมโลกจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทำให้เงินหาที่ลงทุน ตลาดเกิดใหม่จะมาแรง หรือตลาดพัฒนาแล้วยังไม่สิ้นมนต์ มีมุมมองจาก 2 ผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของวงการตลาดทุนไทย ซึ่ง “ฐานเศรษฐกิจ”นำมาถ่ายทอดจากเนื้อหาการเสวนา เรื่อง Thai Fight 2 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

ไพบูลย์ นลินทรางกูร



ฟากนักวิเคราะห์ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ทิสโก้ จำกัด และในฐานะนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ส่วนอีกมุม เป็นพี่ใหญ่ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม “วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)บัวหลวง จำกัด และในฐานะประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

5 ปัจจัย “ตลาดเกิดใหม่”เหนือกว่า

เริ่มต้นที่ “ไพบูลย์” ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งระบุว่า มี 5 ปัจจัยที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่ดีกว่าตลาดอื่นในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.ตลาดเกิดใหม่ได้ผ่านจุดที่ต่ำสุดไปแล้ว โดยหากย้อนกลับไปดูในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ย่ำแย่มากของตลาดเกิดใหม่ เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการลงทุนต่ำกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้ว
“ปีนี้ตลาดเกิดใหม่กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน หากไปดูจะเห็นว่าตลาดหุ้น 10 ตลาดทั่วโลก ตลาดที่ปรับตัวขึ้นสูงสุด 8 อันดับ พบว่าเป็นตลาดเกิดใหม่”

2. แม้ว่าตลาดเกิดใหม่จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมามากแล้ว แต่โอกาสในการทำกำไรยังมีอีกมาก เพราะเศรษฐกิจหลายเศรษฐกิจยังอยู่ในการฟื้นตัวระยะต้นเท่านั้น อีกทั้งแม้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หากนำไปเปรียบเทียบกับปี 2556 ซึ่งตลาดปรับลดลงไปถึงจุดต่ำสุด ขณะนี้ระดับราคาหุ้นโดยเฉลี่ย ยังต่ำกว่าระดับดังกล่าวประมาณ 10% ดังนั้นจึงเชื่อว่าโอกาสทำกำไรยังมีอยู่ นอกจากนี้หลายตลาดเกิดใหม่ในปีหน้าน่าจะเป็นปีที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ที่ดีกว่าในปีนี้ ยกตัวอย่างเช่น บราซิล รัสเซีย ที่จีดีพีปีนี้ยังติดลบอยู่ เป็นต้น

3.การฟื้นตัวครั้งนี้น่าจะไปได้ยาว เพราะหลายเศรษฐกิจเริ่มมีการปฏิรูปตัวเอง โดยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก อีกทั้งหลายประเทศเริ่มปรับตัวเพื่อให้รองรับกับปัญหาเรื่องของราคาน้ำมันกับอัตราผลตอบแทนที่เกิดขึ้น โดยเชื่อว่าหลังจากนี้ไปจะเห็นการฟื้นตัวที่เข้มแข็งและยาวนานมากขึ้น

4.กระแสเงินทุนไหลเข้าน่าจะไหลไปในตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องในระยะจากนี้ไป จากเดิมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเงินทุนมีการไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปสู่ตลาดพัฒนาแล้ว แต่ปัจจุบันเงินเริ่มไหลกลับมา เนื่องจากการขยายตัวของตลาดพัฒนาแล้วเริ่มไม่ดีเท่าใดนัก โดยเฉพาะเหตุการณ์เบร็กซิท (อังกฤษออกจากกลุ่มอียู) ที่กำลังจะเกิดในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ในช่วงนี้ก็จะทำให้ความไม่มั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อยุโรป ซึ่งฟื้นตัวช้ามาก หรืออังกฤษที่น่าจะแย่ไปอีกหลายปี ขณะที่ญี่ปุ่นก็ฟื้นตัวช้า

ด้านสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะดูฟื้นตัวได้ดีแต่โอกาสในการทำกำไรก็ดูไม่น่าสนใจเท่าใดนัก ดังนั้น เงินที่เคยหลบความเสี่ยงอยู่ในตลาดพัฒนาแล้วก็จะเริ่มไหลกลับมาสู่ตลาดเกิดใหม่ และเชื่อว่าในอนาคตก็น่าจะมีไหลเข้ามาอีก

จับตาปี 60 “จีน”สร้างเซอร์ไพรส์

“ไพบูลย์” กล่าวว่า จุดที่เคยเป็นความเสี่ยงของตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้าย ความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯจะกลายเป็นข้อดีของตลาดเกิดใหม่ เพราะสามารถรับได้แล้วกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อีกทั้งนักลงทุนก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นกับตลาดเกิดใหม่ เพราะฉะนั้นจึงทำให้คิดว่าจะมีเงินไหลเข้ามาอีก

5.ประเทศจีนกำลังอยู่ในช่วงของการปรับฐานเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่จะเติบโตประมาณปีละ 6% จากเดิมที่เคยโต 10% โดยขณะนี้จีนกำลังพยายามสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้เติบโตประมาณ 6% ให้สามารถควบคุมได้ โดยเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคภายในประเทศมากกว่าเน้นการลงทุนแบบมหาศาลเหมือนในอดีต โดยเชื่อว่าปีหน้าจีนน่าจะสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้กับตลาดเกิดใหม่ได้ อีกทั้งตลาดหุ้นจีนจะได้จัดเข้าไปอยู่ในดัชนี MSCI ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปซื้อหุ้นจีนได้มากขึ้น และสกุลเงินจีนจะได้เข้าไปอยู่ในตะกร้าของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ นอกจากปัจจุบันจีนก็พยายามจะแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่าสามารถจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจได้

“ไพบูลย์” กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อจีนจัดการปัญหาเศรษฐกิจได้แล้ว เชื่อได้ว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่จะปรับขึ้นได้อีกรอบหนึ่ง เพราะหากจีนมีการฟื้นตัวทุกอย่างจะดีขึ้นมากสำหรับตลาดเกิดใหม่ โดยในตลาดเกิดใหม่จะมีอยู่ด้วยกัน 23 ตลาด รวมถึงประเทศไทย และตลาดที่ดูน่าสนใจที่สุดสำหรับอนาคต คือ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และจีนน่าจะดีขึ้น รวมถึงประเทศไทย

วรวรรณ ธาราภูมิ



“ตลาดพัฒนาแล้ว”จะไปทางไหน

ฝ่าย “วรวรรณ” มองว่า ตลาดหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงมีความน่าสนใจอยู่ โดยมีการขยายการเติบโตจากเศรษฐกิจและประชากรของตลาดเกิดใหม่ด้วย เพราะเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ไอที อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับงานวิจัย และยังเป็นผู้นำในเรื่องของแบรนด์สินค้า โดยความโดดเด่นของกลุ่มประเทศนี้มีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่ 3 ด้าน ได้แก่

1.กลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพและความงาม เพราะมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า มีศูนย์วิจัยและทุนที่การพัฒนาที่พร้อม และมีผู้สูงอายุจำนวนมาก ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ก็จะมีชนชั้นกลางมากขึ้น ทำให้การใช้บริการทางแพทย์มีการเติบโตตามไปด้วย อีกทั้งยาที่มีการผลิตยาตัวใหม่ออกมาและได้มีการลงทะเบียนยาไว้เป็นจำนวนมาก แต่มูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัทที่ผลิตเหล่านี้ยังไม่ได้เท่ากับอัตราการโตของการไปจดทะเบียน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสในการลงทุน

ชูสังคมสูงอายุ ,ไอที ,อุปโภคบริโภคแรง

ด้านเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ก็เช่นเดียวกัน โดยนโยบายของรัฐบาลทั่วโลกมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงเรื่องของการประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้น โดยมีผู้ใช้บริการโรงพยาบาลมากขึ้น เช่นเดียวกับการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการลงทุนแทบทั้งสิ้น โดยธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุทั่วโลกจะมีมูลค่าถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายใน 7 ปี

2.กลุ่มอุปโภคบริโภค โดยชนชั้นกลางทั่วโลกจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีก 3,000 ล้านคน จากคนทั้งโลก 7,000 ล้านคนภายใน 14 ปี ซึ่งเมื่อกลายเป็นชนชั้นกลางสินค้าที่ใช้ก็จะมีคุณภาพ หรือมีแบรนด์มากขึ้น มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น โดยแบรนด์สินค้าจากประเทศพัฒนาแล้วก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ ทั้งเครื่องสำอาง ของกินของใช้ ซึ่งบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่ตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว

และ 3.กลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้นำทางด้านพัฒนาการทางเทคโนโลยี โดยบริษัทที่มีมูลค่าธุรกิจสูงสุดก็มาจากตลาดพัฒนาแล้ว เช่น แอปเปิล กูเกิล อเมซอน เป็นต้น ขณะที่อาลีบาบาเองก็ยังเข้ามาอยู่ในตลาดพัฒนาแล้ว

ทั้งหมด คือ การฉายภาพโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดที่พัฒนาแล้ว บทสรุปที่ได้ คือ ตลาดเกิดใหม่มาแรง และไทยก็ติดโผน่าลงทุน ส่วนตลาดที่พัฒนาแล้วยังมีเสน่ห์ในตัวที่มีบริษัทจดทะเบียนซึ่งเป็นแบรนด์แข็งแกร่งมีการกระจายรายได้ไปทั่วโลก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559


สภาธุรกิจตลาดทุนไทย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร บลจ.บัวหลวง สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน บล.ทิสโก้ วรวรรณ ธาราภูมิ