‘ตบมือข้างเดียวไม่ดัง’ ไพบูลย์เข้ม จี้ธุรกิจบอกให้ชัดอุดช่องโกงทำไง?

24 August 2015






จากโครงการบูรณาการและประสานความร่วมมือ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับกระทรวงยุติธรรม จับมือสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการสัมมนา “การสร้างความเป็นธรรมในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” เตรียมความพร้อมกฎหมายใหม่ ที่คาดหวังกันว่าจะช่วยลดการทุจริต

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษ “การสร้างความเป็นธรรมในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ”ว่า หลังจากที่คสช.ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาทุจริต น่ายินดีที่ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของประเทศดีขึ้น วันนี้ลดเหลือ 10% จาก 30% สถานการณ์ความรุนแรง และทัศนคติของสังคมไทยเรื่องนี้ดีขึ้น ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถือเป็นปัญหาสำคัญในการทุจริต หากสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างไร เพื่อความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าวนี้ให้บอกมาได้เลย รัฐบาลยินดีจะทำให้ ภาคเอกชนต้องร่วมมือ ต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพราะเรื่องนี้ภาคเอกชนทราบดี ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง

ขณะที่พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) สะท้อนมุมมองต่อข้อสังเกตที่ว่า จากมาตรการเข้มของ คสช.และรัฐบาล ส่งผลให้ข้าราชการบางส่วนไม่กล้าเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ เพราะถูกคตร.จับตาอยู่ตลอดเวลานั้น ยืนยันว่าคตร.เข้ามาเพื่อช่วยเหลือภาครัฐ เพื่อให้ปราศจากการชี้นำ หรือการบังคับให้ถูกดำเนินการเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ขณะเดียวกันคสช.ก็จะไม่ชี้นำ ถ้ามีก็คงอยู่ไม่ได้ ดังนั้น คนที่กระทำถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องกังวลใจ เพราะให้ความเป็นธรรม ไม่ได้เข้ามาจ้องจับผิดใดๆ ส่วนการใช้มาตรา 44 ของรัฐบาลนั้น เสริมเข้ามาเพื่อให้ได้ผลเร็วขึ้น โดยเดินควบคู่ไปกับกฎหมายปกติ ปราบปรามผู้ดำเนินการให้เกรงกลัวเข็ดหลาบ ถ้าภาครัฐไม่จริงจัง ปัญหาทุจริตก็ไม่หมดไป

“หลังจากมีคสช. ได้เข้ามาทบทวนการใช้งบประมาณใหม่ทั้งหมด โครงการใดดีตรวจสอบแล้วก็ให้เดินหน้าต่อ โครงการไหนสีเทาๆ ก็ต้องตรวจสอบกันก่อน ส่วนโครงการไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ให้ยกเลิกไป ตอนนี้พยายามลดราคากลางอยู่เพราะเป็นปัญหาหนัก ถ้าราคากลางสูงก็มีส่วนต่างเยอะ พยายามร่วมมือกับสำนักงบประมาณเพื่อให้ราคากลางเหมาะสมถูกต้อง ขณะนี้เดินหน้ามาพอสมควรแล้ว โดยในปี 2559 จะปรับราคากลางให้เป็นมาตรฐาน ผู้ประกอบการก็จะได้กำไรที่เหมาะสม ถ้ามีการจ่ายเงินกันก็จะขาดทุนในส่วนของกำไรที่จะได้รับ”

ด้านศ.ภักดี โพธิศิริ มือปราบจาก ป.ป.ช. ระบุว่า ที่ผ่านมามีการกระทำการทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์จากโครงการของรัฐจำนวนมาก คู่สัญญาของรัฐดำเนินการโดยไม่ชอบ จ่ายเพื่อให้สมยอมราคา โดยเฉพาะโครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ที่มีการรับสินบนหรือเงินพิเศษถึง 10-30% ทำให้ภาระต้นทุนการดำเนินโครงการของรัฐเพิ่มสูงขึ้น เสียหายต่อประเทศ ซึ่งในมาตรการป้องกันการทุจริตตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 2 (พ.ศ.2557-2562) ได้ให้ความสำคัญต่อบริษัทเอกชน ที่เป็นคู่ค้าสัญญารัฐเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบว่ามีบริษัทใดบ้างที่ไม่ยื่นแบบบัญชีรายรับรายจ่ายกับกรมสรรพากรเพื่อประกาศขึ้นบัญชีดำเร็วๆนี้ซึ่งจะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นคู่สัญญาของภาครัฐทันทีและต้องใช้เวลานานกว่าจะปลดชื่อออกจากบัญชีดำนี้ได้

ตบท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตของนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่า ปัญหาทุจริตทุกวันนี้ ในวงการจัดซื้อจัดจ้างมีหลากหลาย ถ้าสร้างระบบคุณธรรมให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ให้เอกชนที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการแข่งขันได้ ความเป็นธรรมก็เกิด การเปลี่ยนแปลงระบบคือ การตรวจรับงานก็ต้องตรงไปตรงมา ไม่ต้องเบี่ยงเบน ขณะเดียวกันสมาคมหรือวิชาชีพต้องตรวจสอบกันเองด้วย และยืนยัน

“..คิดว่าควรใช้กฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ที่มีโทษประหารชีวิตน่าจะเหมาะที่สุด”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3081 วันที่ 23 - 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558


ป.ป.ช. ฐานเศรษฐกิจ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา คอร์รัปชัน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ มาตรา 44 ปัญหาทุจริต ราคากลาง ศ.ภักดี โพธิศิริ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส