ปตท.ปรับแผนลงทุนใหม่ ลดวงเงินลงเหลือ5.5หมื่นล. ยกเลิกคลังแอลพีจีเฟส2ศรีราชา

20 August 2015






 

ปตท.ปรับลดแผนลงทุนปี 2559 เหลือ 5.5 หมื่นล้านบาท จากเดิม 7.7 หมื่นล้านบาท เตรียมยกเลิกโครงการลงทุนคลังแอลพีจีเฟส2ที่ศรีราชา อ้างปริมาณนำเข้าลดลงกว่า 43% อยู่ที่ 8 หมื่นตันต่อเดือนเท่านั้น "ไพรินทร์"เผยแผนลงทุน 5 ปียังตั้งวงเงิน 3 แสนล้านบาท เตรียมสรุปเจรจาขายโครงการปาล์มอินโดนีเซียอีก 2 พื้นที่เร็วๆนี้

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) ปตท. ได้ปรับแผนลงทุนปี 2559 โดยวงเงินลดลงเหลือ 5.56 หมื่นล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ที่ 7.72 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการทบทวนแผนลงทุนถึง 2 ครั้ง เนื่องจากกังวลสถานการณ์ราคาพลังงานที่ลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงจากปีก่อน มาอยู่ในระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล

TP8-3080-A

โดยการปรับลดเงินลงทุนในปี 2559 ปตท.จะชะลอบางโครงการออกไปก่อน อาทิ อาจชะลอหรือยกเลิกโครงการลงทุนสร้างคลังเก็บก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) และท่าเรือ เฟส 2 ที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อรองรับการนำเข้าแอลพีจี 2.5 แสนตันต่อเดือน จากเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 เนื่องจากพบว่าปริมาณการนำเข้าแอลพีจีในปัจจุบันลดลงกว่า 43% จากเดิมเคยนำเข้าอยู่ที่ 1.6 แสนตันต่อเดือน เหลือเพียง 8 หมื่นตันต่อเดือนเท่านั้น ประกอบกับที่ผ่านมา ปตท. ขยายความสามารถในการรับจ่ายแอลพีจี เฟส 1 ที่เขาบ่อยา ทำให้สามารถรองรับการนำเข้าแอลพีจีได้ถึง 2.5 แสนตันเดือน จากเดิม 1.32 แสนตันต่อเดือน

สำหรับแผนลงทุน 5 ปี (2559-2563) ปตท. ยังตั้งงบลงทุนไว้เช่นเดิมที่ 3 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนปี 2559 ที่ 5.56 หมื่นล้านบาท ,ปี 2560 อยู่ที่ 3.89 หมื่นล้านบาท ,ปี2561 อยู่ที่ 6.25 หมื่นล้านบาท ,ปี 2562 อยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท และปี 2563 อยู่ที่ 5.89 หมื่นล้านบาท แม้อาจชะลอบางโครงการออกไปก่อน อาทิ โครงการลงทุนคลังก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) เฟส 3 ขนาด 5 ล้านตัน แต่ก็ยังคงอยู่ในแผนลงทุน 5 ปี ซึ่งเป็นเพียงการขยับการลงทุนออกไปก่อนเท่านั้น และต้องการให้ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวดีขึ้น โดยพบว่าความต้องการนำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศยังเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ส่วนผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ปตท.มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ลดลง 21%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากปัจจัยทางด้านราคาเป็นหลักแม้ปริมาณขายโดยรวมยังเติบโตต่อเนื่องโดยราคาเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ลดลงตามราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยครึ่งปีแรกที่ลดลงอยู่ที่ระดับ 56 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล โดย ปตท.รับรู้รายได้จากบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ลดลง ขณะที่ในส่วนของกำไรในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามคาดว่าแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ผลประกอบการของ ปตท.จะปรับตัวดีขึ้น ประเมินราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐด้วย

นอกจากนี้ ปตท. ต้องการให้ภาครัฐเดินหน้ามาตรการสะท้อนต้นทุนราคาพลังงานต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาการอุดหนุนราคาพลังงาน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ปตท.เช่นกัน โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) ซึ่งปี 2557 ที่ผ่านมา ปตท.แบกรับภาระขายขาดทุน 2 หมื่นล้านบาท แต่ในช่วงครึ่งแรกปี 2558 มีการทยอยปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีทำให้ภาระขาดทุนของ ปตท. ลดลงอยู่ที่ 5 พันล้านบาท

นายไพรินทร์ กล่าวถึงความคืบหน้าการขายโครงการปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย ว่า ที่ผ่านมา ปตท.ได้ตัดขายพื้นที่ปลูกโครงการปาล์มในอินโดนีเซียไปแล้ว 1 พื้นที่ ซึ่งบอร์ดอนุมัติขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทย่อย PT Mitra Aneka Rezeki (PT. MAR) ให้แก่ บริษัท PT PrasadA Jaya Mulia (PJM) นอกจากนี้ ปตท.ยังอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขายที่ดินปลูกปาล์มอีก 2 พื้นที่ในอินโดนีเซีย คาดว่าจะมีข้อสรุปเร็วๆนี้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3080 วันที่ 20 - 22 สิงหาคม พ.ศ. 2558


ปตท. ฐานเศรษฐกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ปรับลดแผนลงทุนปี 2559 โครงการลงทุนคลังก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) โครงการปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย