กรรมการยุทธศาสตร์'คสช.ซ่อนรูป'สูตรขี่เสือของ‘บิ๊กตู่’

19 August 2015






สันดาปความคิดกันไฟแลบไปแล้ว กับแนวทางช่วงท้าย ๆ ของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ร่างรธน.) ชุด"บวรศักดิ์ อุวรรณโณ"เป็นประธาน ที่ต้องบรรจงจารรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จสิ้นพร้อมส่งมอบสปช.วันที่ 22 สิงหาคมนี้ ที่สร้างกลไกระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อช่วยกำกับและประคับประคองรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อสร้างความปรองดองและการปฏิรูปประเทศ แต่อีกด้านก็ถูกโจมตีอย่างหนักว่า เป็นรัฏฐาธิปัตย์ซ่อนรูป หรือมองทางร้ายกว่านั้นก็ว่า เป็นการต่อท่ออำนาจคสช.



กระแสวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาร่างรธน.ที่ร้อนแรงขึ้นดังกล่าว ทำให้สถานภาพร่างรธน.ใหม่แกว่งไกวอีกรอบ ว่าจะผ่านความเห็นชอบทั้งจากด่านการพิจารณาของสปช. ที่วางกำหนดการโหวตชี้ชะตาเบื้องต้นวันที่ 7 กันยายน ที่จะถึงนี้ หากผ่านไปได้ต้องรอการชี้ขาดจากการทำประชามติ ในระยะอีกประมาณ 6 เดือนจากนั้นอีกครั้ง เส้นทางของโรดแมป 3 ขั้นกลับสู่ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งถึงตอนนี้ยังไม่อาจชี้ชัด

เปิด 3 กลไกข้อต่อการเมือง

ข้อสรุป 3 ประการของกมธ.ร่างรธน.ดังกล่าว ประกอบด้วย 1.เห็นชอบม.260 ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองแห่งชาติ 1 ชุด มีประธาน 1 คนและกรรมการอีก 22 คน เพื่อเสริมสร้างการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง จนถึงระงับเหตุอันอาจนำไปสู่ความรุนแรง

อำนาจที่น่าสนใจของกรรมการยุทธศาสตร์นี้ ในบทเฉพาะกาลระบุ กรณีเกิดวิกฤติไร้เสถียรภาพจนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ กรรมการยุทธศาสตร์ฯมีอำนาจสั่งการใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อจัดการสถานการณ์ดังกล่าว โดยเป็นอำนาจที่เหนือฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดย"อำนาจพิเศษ"นี้มีอายุ 5 ปี

กรรมการยุทธศาสตร์ฯ มี 3 ส่วน คือ กรรมการโดยตำแหน่ง 8 คน ซึ่ง นอกจากนายกฯ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาแล้ว ยังมีผู้บัญชาการกองทัพไทย และผบ.เหล่าทัพ รวมถึงผบ.ตร.ด้วย อีก 3 คนมาจากอดีตนายกฯ อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานศาลฎีกา เลือกกันเองประเภทละคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 11 คนที่รัฐสภาแต่งตั้ง

กรรมการ 22 คนนี้เลือก"คนที่เหมาะสม"เป็นประธาน 1 คน อาจเป็น 1 ใน 22 กรรมการ หรือบุคคลภายนอกก็ได้
อำนาจเหนือรัฐบาลและรัฐสภาดังกล่าว ทำให้"ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ฯ" กลายเป็น"ซูเปอร์พาวเวอร์"ที่ถูกจับตา จึงไม่แปลกที่จะถูกจับตาว่า นี่คือรัฏฐาธิปัตย์ซ่อนรูป หรือเทียบเคียงได้กับคสช.ที่เป็นผู้ใช้อำนาจ"รัฏฐาธิปัตย์"หลังควบคุมอำนาจการปกครอง และต่อเนื่องถึงยุครัฐบาลคสช.เวลานี้

และบุคคลที่ถูกแสงไฟจับจ้องจึงไม่พ้นไปจาก"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกฯและหัวหน้าคสช. รวมทั้ง 22 กรรมการยุทธศาสตร์ฯ จะเป็น"หนุมาน 20 ตน"ที่มาช่วยสะสางปัญหาบ้านเมืองอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์เอ่ยถึงหรือไม่
โดยยังมีอีก 2 กลไกในร่างรธน.ที่เอื้ออำนวยต่อการ"ประคองอำนาจ"ช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นกัน คือ

2.ข้อเสนอ"บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานกมธ.ร่างรธน.และ"เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกมธ.ศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองเสนอตั้งคำถามขอประชามติว่า “อยากให้มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหรือไม่” ควบคู่ไปกับประชามติร่างรธน. “เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา”

หากประชามติระบุ"ให้มีรัฐบาลแห่งชาติ" จะทำให้การฟอร์มรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ต้องใช้เสียงสนับสนุน 4 ใน 5 ของจำนวนส.ส.450 คน หรือคิดเป็น 360 คนขึ้นไป จากเดิมที่เป็นเพียงรัฐบาลเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งในภาวะการเมือง 2 ขั้วมี 2พรรคใหญ่ คือ ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย จะไม่มีใครสามารถตั้งรัฐบาลได้เพียงลำพัง

3.บทเฉพาะกาลในส่วนของการสรรหาส.ว. ซึ่งในตัวบทบัญญัติให้มีคณะกรรมการสรรหา 5 คณะ แต่บทเฉพาะกาลระบุ ส.ว.สรรหาครั้งแรกให้รัฐบาลเป็นผู้เสนอแต่งตั้ง ภายในกำหนด 5 เดือนหลังรธน.ประกาศใช้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งส.ส. เท่ากับว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นผู้แต่งตั้งส.ว.123 คนนี้ แต่ส.ว.ชุดนี้จะอยู่ในตำแหน่งเพียง 3 ปี ครบกำหนดแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการหลักที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญต่อไป

เอื้อ"บิ๊กตู่"ประคองสถานการณ์

จากกลไกที่ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างช่วงรอยต่อนี้ ล้วนเอื้อต่อการ"ประคอง"สถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ฯ แม้จะมีองค์ประกอบของผู้เชี่ยวชาญอื่น แต่มีผบ.เหล่าทัพและผบ.ตร.ร่วมอยู่ด้วย โดยคำสั่งกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ที่ออกมา มีอำนาจรัฐทั้งของกองทัพและตำรวจพร้อมรองรับปฏิบัติการได้ทันที

อีกทั้งความเป็นปึกแผ่นในกองทัพ จนถึงการจัดแถวหัวขบวนตำรวจในการโยกย้ายครั้งนี้ อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ"บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา"

ยังมีส่วนของ 123 ส.ว.เลือกตั้ง ที่อยู่ในกรอบอำนาจรัฐบาลคสช.ที่จะเป็นผู้แต่งตั้ง เข้าเป็นส่วนประกอบหนึ่งของรัฐสภา หากถอดแบบจากการตั้งครม.หรือสนช.ที่ผ่านมา เชื่อว่า"บิ๊กตู่"ยังคงต้องใช้สูตรเดิมคือ เป็นเครือข่ายของเหล่าทัพและข้าราชการเป็นหลัก ทั้งนี้รัฐสภาจะเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิรูป 11 คน เป็นกรรมการยุทธศาสตร์ฯ
โอกาสที่ชื่อ"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" จะเป็น"ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ฯ"จึงสูงยิ่ง

อีกทั้งหากประชามติให้รัฐบาลชุดแรกหลังเลือกตั้งเป็นรัฐบาลแห่งชาติเพื่อความปรองดองด้วยแล้ว เท่ากับปิดฉาก 2 พรรคใหญ่ของขั้วการเมือง เป็นแกนหลักตั้งรัฐบาลฝ่ายเดียวได้ แต่บีบให้ทั้ง 2 พรรคต้องมาร่วมฟอร์มครม.

โอกาสที่จะต้องใช้บริการ"นายกฯคนกลาง"ก็ติดตามมาทันใด ซึ่งในร่างรธน.ใหม่เปิดช่องไว้แล้วว่า ตำแหน่งนายกฯไม่จำเป็นต้องเป็นส.ส.

หากสถานการณ์เข้าเงื่อนไขที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะสไลด์จากนายกฯคสช. สู่เก้าอี้นายกฯคนกลาง ที่คุมเกม 2 พรรคใหญ่ที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล คือ ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ภายใต้ความมุ่งหมายจะสลายปมขัดแย้งและสร้างความปรองดองทางการเมืองในรัฐบาลเลือกตั้งหลังใช้รธน.ใหม่

เทียบเคียงกับครั้งรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นนายกฯจากฐานพลังของกองทัพ โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรคจับมือร่วมเป็นรัฐบาล ในยุค"ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ยาวนานถึง 8 ปีเต็มก่อนวางมือเปิดให้มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งในระยะต่อมา หากแต่คราวนี้"พรรคร่วม"จะเป็น 2 พรรคใหญ่ต่างขั้วการเมือง ควบคู่กับมี"ดาบอาญาสิทธิ์"ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ
หากเป็นตามสูตรนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า กองทัพยังคงมีบทบาทค้ำยันรัฐบาลช่วงรอยต่อสู่ระบบเลือกตั้ง ที่ยังมีร่องรอยความขัดแย้งสุมอยู่

มองต่างมุม"ต่อท่ออำนาจ-ปลดล็อกอำนาจรัฐ"

ข้อเสนอ 3 กลไกสร้างอำนาจพิเศษของกมธ.ร่างรธน.ดังกล่าว ถูกวิจารณ์อย่างทันควัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแกนนำของ 2 ขั้วการเมือง โดยเห็นว่าเป็นไปได้ยากและสงสัยว่าเป็นการ"ต่อท่ออำนาจ"ของทหาร โดย"นิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ" รองหัวหน้าปชป. เห็นค้าน บอก เหมือนบีบปชช.และพรรคการเมือง ให้ต้องยอมรับเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ เป็นเรื่องยาก เหมือนบังคับให้แต่งงานทั้งที่ไม่สมัครใจ

ด้าน"วรชัย เหมะ" อดีตส.ส.สมุทรปราการ บอก ข้อเสนอถามประชามติตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ก็เป็นการเปลี่ยนจากหัวข้อปฏิรูป 2 ปีก่อนเลือกตั้งที่คนส่วนใหญ่ค้าน เป็นเพียงการต่อท่ออำนาจของผู้มีอำนาจ ที่อยากอยู่ในอำนาจต่อ

ขณะที่"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ "ประธานกมธ.ปฏิรูปด้านการเมือง สปช. ชี้ว่า กลไกในร่างรธน.ที่มีอยู่ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ยิ่งมาเพิ่มบทบัญญัติให้เป็นรัฐบาลแห่งชาติ ยิ่งเพิ่มความไม่เป็นประชาธิปไตยขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม ด้าน"บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวยอมรับความจำเป็นที่กรรมการยุทธศาสตร์ฯต้องมีอำนาจพิเศษ โดยชี้ว่า จะต้องไม่เกิดสถานการณ์ที่รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศอย่างในอดีตอีก " ครั้งนั้นแก้ได้ด้วยผม แต่ครั้งนี้ต้องให้อำนาจเรื่องนี้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ รับโอนอำนาจจากฝ่ายทหารฝั่งบริหาร มาอยู่ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แต่ไม่ได้หมายรวมถึง อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน" ซึ่งการใช้"อำนาจพิเศษ" ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งคสช. หรือตามม.44 ของรธน.ชั่วคราวที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำหนักแน่นว่า ใช้อย่างจำเป็น ใช้อย่างจำกัด และ"ไม่เคยทำเลว"

การเมืองช่วงรอยต่อยังต้องติดตามตาไม่กะพริบเ เพราะออกได้หลายสูตร หากร่างรธน.ไม่ผ่าน ไม่ว่าชั้นสปช.หรือประชามติ ข้อเสนอ"กลไกพิเศษ" ที่วางไว้ก็ต้องล่มไป แต่กระบวนการต้องย้อนกลับไปตั้งกรรมการยกร่างรธน.ชุดใหม่ขึ้นมาทำงานต่อ ซึ่งก็คือยืด"โรดแมป"ออกไป ให้รัฐบาล"บิ๊กตู่"คุมเกมต่อ

แต่หากร่างรธน.ผ่าน ก็จะมี"กรรมการยุทธศาสตร์ฯ"เป็น"อำนาจพิเศษ" เพื่อค้ำยันรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง ควบคู่กับเป็นดาบอาญาสิทธิ์ตามสูตร"สยบเสือ"ของ"บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3079 วันที่ 16 - 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558


บวรศักดิ์ อุวรรณโณ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ