จีน:เปิดศึกการเงินระดับโลก ตอนที่ 1 l โอฬาร สุขเกษม

17 August 2015






การเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนของจีนในปี 2558 ปีนี้เป็นที่น่าสนใจมาก เพราะการเคลื่อนไหวของจีนโดยการปรับค่าเงินหยวนในเดือนสิงหาคมนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับไปทั่วโลก บางคนว่าจีนเปิดสงครามทางการเงิน บางคนว่าไม่ใช่สงครามทางการเงินหากแต่เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและมั่นคงของจีนเอง บางคนก็ว่า “หลอกให้ยิงธนูแสนดอกเพื่อเก็บลูกธนูมาใช้ต่อ” เหมือนกับนิยายสามก๊ก แต่ในทัศนะของผมนั้นจะถูกหรือผิดก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นความคิดเห็นของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งมองว่า นี่เป็นปฏิบัติการ “ซีโร่ซัมเกม” แน่นอน ซึ่งนั่นหมายความว่า เมื่อเปิดเกมเล่นแล้ว ต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ ไม่ใช่ “วิน วิน” อย่างที่หลายคนบ่งชี้ และจีนคาดหวังว่าจะต้องเอาชนะสหรัฐอเมริกาให้ได้ เพราะสหรัฐอเมริกาคือมหาอำนาจใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้  ขณะที่จีนมีโอกาสข้ามผ่านมหาอำนาจหมายเลข 2 คือ รัสเซียไปได้และกำลังจะคว่ำมหาอำนาจที่สุดในโลกลงไปให้ได้ แม้นายหยัง เจี๋ยฉือ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่เคยเตือนนักการเมืองสหรัฐฯ ให้คิดใหม่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะไม่ใช่ “ซีโร่ซัมเกม” ก็ตาม

ประวัติศาสตร์การเงินโลกมีความชัดเจนว่า ประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด สามารถขึ้นแท่นนำเงินสกุลประเทศของตนมาเป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศได้ อย่างเช่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั่วโลกใช้สกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิงเป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และใช้ระบบมาตรฐานทองคำกำหนด แต่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 สหราชอาณาจักรเจ้าของสกุลเงินปอนด์ต้องย่อยยับระหว่างสงคราม กอปรกับมาตรฐานทองคำในภาวะสงครามไม่อาจใช้ได้จนต้องระงับไป และพยายามฟื้นขึ้นมาใหม่แต่ไม่สำเร็จ ทำให้สกุลดอลลาร์สหรัฐฯก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศแทน เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาแซงขึ้นหน้าขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแทนสหราชอาณาจักร ขณะที่การใช้เงินปอนด์สเตอร์ลิงเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศด้อยลงกว่าเดิม ทำให้กรุงลอนดอน นครหลวงของสหราชอาณาจักร ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกได้ซบเซาลงและเกิดศูนย์กลางทางการเงินโลกแห่งใหม่ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาแทน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องรักษาความเจริญเติบโตเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศเอาไว้ มากกว่าจะรักษาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ มีคนตกงานทั่วหนละแหง ซึ่งในที่สุด สหราชอาณาจักรจึงเลิกใช้ระบบมาตรฐานทองคำในเดือนกันยายน 2474 และเริ่มกีดกันทางการค้าเกิดขึ้น (สังเกตนะครับ เพื่อเอาตัวรอด เขาจะทำทุกอย่างที่อยากจะทำ) และแข่งขันลดค่าเงินเป็นการใหญ่ จนกระทั่งประเทศอุตสาหกรรมบางประเทศอย่าง ฝรั่งเศสต้องประกาศยกเลิกมาตรฐานทองคำในอีก 4-5 ปีต่อมา หรือเลิกไปเมื่อปี 2479

กลับมาในสถานการณ์ปัจจุบันจะพบว่า การจะล้มแชมป์โดยเข้ามาเป็นสกุลเงินหลักของโลกอย่างที่สหรัฐอเมริกาเคยทำมาสำเร็จในอดีตไม่ได้ง่ายอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้ทางสากลมีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ “ไอเอ็มเอฟ”   ขึ้นมาแล้ว และเขาก็ไม่ได้ใช้ระบบแบบเดิม แต่ใช้ระบบตะกร้าเงินขึ้นมาแทนและเรียกว่า สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights) หรือ SDR ซึ่งเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศชนิดใหม่ขึ้นมา และที่ต้องสร้างชนิดใหม่ก็เพราะสกุลดอลลาร์สหรัฐฯไม่สามารถจะรองรับการขยายตัวทางการค้าและการขยายตัวทางธุรกิจได้ และ SDR นี้จะเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีทองคำหรือทรัพย์สินใดๆ หนุนหลัง และปัจจุบันใช้เงินเพียง 4 สกุลเท่านั้นในตะกร้าเงิน ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐฯ เยน ยูโร และปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งจะคำนวณมูลค่าของ SDR ทุกๆ 5 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าเงินแต่ละสกุลจะได้สะท้อนมูลค่าที่ถูกต้องในตะกร้าเงิน ส่วนสิทธิพิเศษถอนเงินหรือ SDR นั้นจะได้รับการจัดสรรตามโควตาในไอเอ็มเอฟเป็นสำคัญ และจะถอนได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นตามเงื่อนไขที่ไอเอ็มเอฟกำหนดขึ้น ด้วยเหตุนี้จีนจึงต้องการเข้าไปในตะกร้าเงินนั้นให้ได้ เพราะทุกวันนี้การค้าของประเทศจีนเจริญรุ่งเรืองและรุดหน้าไปมาก และมีบารมีพอที่จะเข้าไปเป็นเงินใน 5 สกุลหลักนั่นเอง

(โปรดติดตามอ่านต่อในครั้งต่อไปได้ เพราะผมรับหน้าที่นำเสนอความคิดเห็น ข้อเขียน ข้อวิพากษ์วิจารณ์หรือเล่าเรื่องทั่วๆ ไป ผ่านเว็บไซด์ “ฐานเศรษฐกิจ” ที่นี่ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทุกวันจันทร์และวันพุธ นับตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป จนกว่าจะเปลี่ยนแปลง ส่วนคอลัมน์ประจำใน หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ หรือใน www.thansettakij.com ยังคงนำเสนอเช่นเดิมครับ....)


ประเทศจีน โอฬาร สุขเกษม ค่าเงินหยวน