บล.เคทีบี(ประเทศไทย)มองตลาดหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสบวกต่อ

20 July 2016






นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) เปิดเผยว่า ‎ทิศทางตลาดหุ้นไทยในวันนี้  (20 ก.ค.) ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการ ตลาดหุ้นต่างประเทศปิดลดลงเล็กน้อย (Bloomberg World Index ช่วง 15-19 ก.ค. ลดลง 0.3%) นำโดยยุโรปซึ่งมีเรื่องของการก่อการร้ายเข้ามา ขณะที่ความพยายามในการทำรัฐประหารในประเทศตุรกี อาจสร้างความตึงเครียดทางการเมืองของตุรกีเอง แต่เนื่องจากไม่บานปลายและไม่มีผลต่อการขนส่งน้ำมัน จึงไม่น่ามีผลกระทบมาถึงตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรป กำลังเข้าสู่ช่วงของการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 จะทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเหล่านี้อาจไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันกับตลาดหุ้นไทยในบางวัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ออกมาดี ได้ส่งผลบวกไปถึงตลาดหุ้นอื่นๆด้วย

นอกจากนี้ ปัจจัยบวก ที่มีผลต่อตลาดหุ้นส่วนใหญ่ (ยกเว้นยุโรป) จะเป็นเรื่องกระแสเงินทุนไหลเข้าที่กำลังทยอยออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ หลังมีสัญญาณว่านักลงทุนเริ่มลดความกังวลในเรื่อง BRExit กอรปกับมีปริมาณเงินในระบบที่ค่อนข้างมาก เป็นผลจากการใช้ QE ของประเทศต่างๆ หนุนให้ตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวสูงขึ้นด้วยเหตุผลนี้ รวมมาถึงตลาดหุ้นไทยด้วย ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่ยังคงมีแนวโน้มอ่อนตัวลง จากภาวะ oversupply ที่กลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง จากการเพิ่มการผลิตของประเทศในกลุ่ม OPEC ยังเป็นตัวถ่วงหุ้นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันไว้

ส่วนปัจจัยในประเทศ จะมีเรื่องการรายงานผลประกอบการหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่คาดจะมีการรายงานในวันนี้ (20 ก.ค.) และรายงานตัวเลขยอดขายรถยนต์ เดือน มิ.ย. ของไทย หากออกมาดี จะมีผลบวกต่อตลาดด้วย (เดือนก่อน ยอดขาย 6.6 หมื่นคัน) ดังนั้น KTBST จึงประเมินทิศทางตลาดหุ้นวันนี้ว่า มีโอกาสที่จะเดินหน้าต่ออีกเล็กน้อย โดยปัจจัยหนุนตลาด คือ เงินทุนไหลเข้าที่กลับมาเข้าตลาดหุ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองตลาดว่ามีโอกาสบวกต่อ แต่จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า เพราะด้วยราคาหุ้นที่ขึ้นมามาก และ P/E ตลาดที่ค่อนข้างสูง ถึง 22.8 เท่า ทำให้นักลงทุนจะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยที่แนวต้านทางจิตวิทยา จะเป็นจุดทดสอบที่สำคัญจุดหนึ่ง และเนื่องจากดัชนีฯกำลังเข้าใกล้ระดับ 1500 จุด จึงแนะนำให้ถือหุ้นไว้ก่อน หรือเลือกซื้อด้วยความระมัดระวัง การเข้าซื้อของนักลงทุนส่วนใหญ่ จากนี้จะเป็นลักษณะของเลือกซื้อในตัวเด่นๆของแต่ละกลุ่มมากกว่า โดยหุ้นที่ KTBST คาดว่า จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน ประกอบด้วย BBL , BANPU , CPALL , PLANB มองกรอบดัชนีวันนี้ที่ 1,478-1,505 จุด

ทั้งนี้หุ้นที่น่าสนใจคือ  AMATA (ราคาปิด 13.40 บาท; ราคาที่เหมาะสมโดย IAA Consensus 12.10 บาท) AMATA ตั้งเป้าขยายโรงงานในนิคมฯที่ชลบุรี, ระยอง และเวียดนาม ให้ครบ 2,000 โรงงาน ภายใน 5 ปี ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานอยู่แล้วกว่า 1,000 แห่ง โดยบริษัทฯมีสัดส่วนรายได้หลักมาจากการขายที่และให้เช่าพื้นที่เพื่อตั้งโรงงานอยู่ที่ 60% และรายได้จากการบริการในนิคมฯ 40% พร้อมทั้งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากค่าบริการในนิคมฯในอนาคต เพราะมีความมั่นคงและยั่งยืน สามารถรับรู้รายได้ล่วงหน้าได้แม่นยำ ขณะเดียวกันบริษัทฯเตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่รูปแบบ holding company และมีแผนนำบริษัทลูกเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ โดยเป้าขายที่ดินปีนี้อยู่ที่ 1,000 ไร่ ส่วนมากยอดขายจะสูงขึ้นใน Q3 และ Q4 ของปี ซึ่งอุตสาหกรรมที่มักจะเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง ผู้บริหารมองว่าอยู่ในกลุ่มยานยนต์ ที่ยังเติบโตได้อีก, กลุ่มเครื่องมือหนัก รวมถึงธุรกิจอาหารที่ใช้นวัตกรรม โดยนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นมากจะเป็นนักลงทุนจากจีน ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าอันดับ 1 คือนักลงทุนญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 60% รองลงมาเป็นไทยและจีนตามลำดับ

ขณะนี้ AMATA ได้รับความสนใจจากศรีลังกา ให้เข้าไปลงทุนตั้งนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลศรีลังกาได้จัดพื้นที่ใกล้กับกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของศรีลังหา โดยเตรียมระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับไว้แล้ว คาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยอย่าง AMATAV ที่เข้าไปลงทุนด้านอุตสาหกรรมในเวียดนามที่มีศักยภาพสูง น่าจะช่วยหนุนผลการดำเนินงานของบริษัทฯให้โตตามไปด้วย โดยปัจจุบันมีการดำเนินงาน 3 โครงการ มูลค่ากว่า $635 ล้านเหรียญสหรัฐ และAMATA มีแผนทบทวนเป้ารายได้และกำไรปีนี้ในช่วง Q3/59 จากเดิมที่คาดว่าจะโตไม่เกิน 10% และกำไรสุทธิน่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 1,216 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทฯมี Backlog อยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ราว 50%

 

 

 

 

 

 


กลยุทธ์การลงทุน ตลาดหุ้นต่างประเทศ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ทิศทางตลาดหุ้นไทย มงคล พ่วงเภตรา