ข้าวเปลือกพุ่งหมื่นบาท/ตัน ฝนใหม่แห่ทำนาแล้ว4ล้านไร่

17 July 2016






2 ปัจจัยบวก “รายใหญ่กว้านซื้อข้าวเปลือกทำข้าวนึ่งส่งออก-ภัยแล้งฉุดผลผลิตขาดแคลนหนัก” ดันราคาข้าวเปลือกพุ่งตันละกว่า 1 หมื่นบาทชาวนา-โรงสีได้รับอานิสงส์ไม่มากเนื่องจากมีข้าวเปลือกอยู่ในมือน้อย ขณะที่โรงสีกว่า 90% หยุดผลิต โอดแบกสต๊อกข้าวเปลือกหอมมะลิอ่วมหลังราคาตก ทำ ขาดสภาพคล่องผู้ส่งออกอัดโรงสีที่ตั้งบริษัทส่งออกขายตัดราคาตัวต้นเหตุ ด้านกรมชลฯเผยฝนใหม่แห่ทำนาแล้วร่วม 4 ล้านไร่

นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ เลขาธิการ สมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ขณะนี้เป็นที่น่าจับตาว่า ราคาข้าวเปลือกเจ้าในประเทศได้ขยับราคาสูงขึ้นมากเฉลี่ยที่ 9,000-10,500 บาทต่อตัน (ขึ้นกับความชื้น และคุณภาพข้าว) เป็นผลจาก 2 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ 1.มีแรงซื้อข้าวเปลือกเพื่อไปทำข้าวสารนึ่งส่งออกตามคำสั่งซื้อของลูกค้าผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่บางราย และ 2.จากผลผลิตข้าวเปลือกในประเทศมีน้อย สืบเนื่องจากผลกระทบภัยแล้ง ขณะที่ตลาดทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการข้าวสารใหม่ ดังนั้นจากความต้องการทั้ง 2 ส่วนจึงทำให้เกิดการแย่งซื้อข้าวเปลือกตามหลักดีมานต์-ซัพพลาย

“ผู้ที่ได้อานิสงส์จากราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ปรับสูงขึ้นในขณะนี้คือชาวนาที่กำลังเก็บเกี่ยว หรือข้าวที่รอเก็บเกี่ยว แต่มีจำนวนไม่มาก รวมถึงโรงสีบางรายที่มีเปลือกเก่าค้างสต๊อกอยู่ แต่ก็คาดว่ามีจำนวนไม่มากเช่นกัน ซึ่งราคาข้าวเปลือกระดับ 9,000 ถึง 10,500 บาทต่อตัน ผู้ส่งออกที่มีโรงสี หรือโรงสีที่ซื้อไปทำข้าวนึ่งขายให้ส่งออกคงกำไรยาก คงทำเพื่อรักษาลูกค้ามากกว่า”

สอดคล้องกับนายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทยที่กล่าวว่า ขณะนี้โรงสีทั่วไปรับซื้อข้าวเปลือกเฉลี่ยที่ 9,200-9,500 บาทต่อตัน ขณะที่โรงสีที่ซื้อข้าวเปลือกไปทำข้าวนึ่งเพื่อส่งออกซื้อที่ 10,000-10,500 บาทต่อตัน แต่จากข้าวเปลือกเจ้าในตลาดมีน้อย และหาได้ค่อนข้างยากทำให้เกิดการแข่งขันแย่งซื้อ มีผลให้ราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้นมากดังกล่าว ขณะที่ภาพรวมโรงสีข้าวขนาดใหญ่ในประเทศที่มีอยู่กว่า 1,500 โรง (ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกของสมาคมประมาณ 800 โรง) ได้หยุดสีข้าวแล้วสัดส่วน 80-90% เนื่องจากไม่มีข้าวเปลือกในการสี คงต้องรอผลผลิตข้าวนาปีในฤดูการผลิตใหม่ที่จะเริ่มทยอยออกมาในช่วงปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือนตุลาคมนี้

ขณะที่แหล่งข่าวจากวงการโรงสี เปิดเผยว่า นอกจากที่เวลานี้โรงสีได้หยุดสีข้าวแล้ว ยังมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรักษาคนงาน ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ และภาระดอกเบี้ยกับธนาคาร ณ เวลานี้โรงสีที่ทำข้าวหอมมะลิในเขตภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยส่วนใหญ่ยังต้องแบกสต๊อกข้าวเปลือกหอมมะลิไว้ในคลัง ไม่สามารถสีออกมาจำหน่ายให้ผู้ส่งออกได้ เพราะจะขาดทุน จากที่ซื้อข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิมาในราคาสูง แต่เวลานี้ทั้งราคาข้าวเปลือก และข้าวสารหอมมะลิในตลาดราคาลดลงมาก

“โรงสีส่วนใหญ่ในภาคอีสานและภาคกลาง ในเวลานี้คาดจะมีสต๊อกข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิรวมกันเป็นล้านตันที่ซื้อมาในช่วงปลายปี 2558 ผลจากช่วงดังกล่าวมีผลผลิตข้าวหอมมะลิในภาคอีสานออกมาพร้อมกันจำนวนมาก รัฐบาลได้ขอให้โรงสีภาคกลางเข้าไปช่วยซื้อ เฉลี่ยซื้อมาที่ราคา 14,000 บาทต่อตัน แต่เวลานี้ราคาลดลงเหลือ 11,000-12,000 บาทตัน และราคาข้าวสารเจ้าหอมมะลิจากต้นฤดูเฉลี่ยที่ 27,000-28,000 บาทต่อตัน ณ ปัจจุบันลดลงเหลือ 24,000-25,000 บาทต่อตัน เป็นผลจากผู้ส่งออกอ้างเหตุผลว่าไม่มีคำสั่งซื้อหรือออเดอร์จากต่างประเทศ และไม่ซื้อของ หากซื้อก็กดราคา มองว่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของโรงสีในการรับซื้อข้าวเปลือกในฤดูการผลิตใหม่ที่จะมาถึง และจะถูกเพ่งเล็งจากธนาคารเจ้าหนี้

ด้านนายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สต๊อกข้าวหอมมะลิที่อยู่ในมือโรงสีในเวลานี้มองว่าไม่ได้มากผิดปกติ เป็นสต๊อกที่โรงสีเก็บไว้เพื่อเก็งกำไรหวังราคาจะขยับขึ้น แต่ขณะนี้ราคายังไม่ขยับขึ้น ไม่ใช่เป็นผลจากผู้ส่งออกกดราคาซื้อ ขณะเดียวกันราคาข้าวสารหอมมะลิที่ราคาตกในขณะนี้ยังเป็นผลจากโรงสีที่ตั้งบริษัทส่งออกด้วย ทำให้มีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนยังขายตัดราคาผู้ส่งออกรายอื่น

“ผู้ส่งออกรายใหญ่ ๆ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของโรงสีด้วย เข้าตลาดไหนก็มักขายตัดราคากันเองเพื่อแย่งตลาด อย่ามาชี้ว่าเราทำให้ราคาตก”นายเจริญ กล่าวและว่า

ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ไทยส่งออกข้าวได้แล้วประมาณ 5.1 ล้านตัน ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เฉลี่ยน่าจะส่งออกได้เดือนละ 6.5-7 แสนตันรวมน่าจะได้อีก 2 ล้านตัน และในไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นไฮซีซั่นจะส่งออกได้อีกไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านตัน รวมทั้งปีไม่ต่ำกว่า 9.5 ล้านตัน จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นายวิชัย ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไรซ์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกเจ้าเฉลี่ยสูงสุดที่ 10,500 บาทต่อตันในเวลานี้ เป็นผลจากข้าวเปลือกในตลาดมีน้อยมาก ขณะที่กำลังสีของโรงสีทั่วประเทศเทียบกับปริมาณผลผลิตข้าวในประเทศมีมากกว่า 3 เท่าตัว หรือ 3:1 ในส่วนของข้าวนึ่งที่ผู้ส่งออกบางรายมีออเดอร์ในช่วงนี้ จำเป็นต้องซื้อข้าวเปลือกใหม่ในตลาด ซึ่งมีอยู่น้อยมาก

“ราคาข้าวเปลือกเจ้าในช่วงนี้เฉลี่ย 10,300-10,500 บาทต่อตัน ขึ้นมาสูงใกล้เคียงกับช่วงที่มีโครงการรับจำนำ ซึ่งหากสีเป็นข้าวสารนึ่งขายส่งให้ผู้ส่งออกต้องไม่ต่ำกว่า 16 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 16,000 บาทต่อตันถึงจะคุ้มทุน แต่ ณ ปัจจุบันราคาข้าวนึ่งตลาดในประเทศเฉลี่ยขายได้ที่ 15.80 บาทต่อกิโลกรัมหรือ 15,800 บาทต่อตันถือว่าขาดทุนไม่มีใครทำ ยกเว้นผู้ส่งออกที่มีโรงสีข้าวนึ่งเป็นของตัวเองและเก็งกำไรได้ถูกจังหวะถึงจะอยู่ได้”

อย่างไรก็ดีในส่วนของบริษัทฯ แต่ละปีมีการส่งออกข้าวนึ่ง(สัดส่วน 90% ของการส่งออก)ปีละ 2-3 แสนตัน มีลูกค้าหลักที่ตลาดแอฟริกา(แคมเมอรูน เบนิน ไนจีเรีย) และตลาดยุโรป (เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ) ในปีนี้คาดจะรักษารระดับการส่งออกได้ใกล้เคียงกับทุกปีที่ผ่านมา หรืออาจลดลงเล็กน้อย เนื่องจากผลผลิตข้าวเปลือกไทยได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ขณะที่ตลาดแอฟริกาได้รับผลกระทบจากรายได้ส่งออกน้ำมันที่ลดลงตามราคาตลาดโลก และตลาดยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนกรณีอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป(เบร็กซิท)

ส่วนนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากมีฝนตกชุกในหลายพื้นที่ของประเทศส่งผลให้เกษตรกรได้เริ่มปลูกข้าวในฤดูนาปี 2559/60 ในเขตชลประทานแล้วในเวลานี้ 3.5-4 ล้านไร่ ขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 33 แห่งทั่วประเทศ ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2559 มีปริมาณน้ำรวมกันปริมาณ 31,878 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 45% ของความจุรวมกัน ในจำนวนนี้มีปริมาณน้ำใช้การได้ 8,396 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 18%

Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,174 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559


สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายมานัส กิจประเสริฐ สมาคมโรงสีข้าวไทย ข้าวนึ่ง เกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ ไรซ์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล