“GBS” แนะจับตาญี่ปุ่นจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

13 July 2016






บล.โกลเบล็ก มองหุ้นไทยจับตาญี่ปุ่นจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการประชุม BOE ในวันที่ 14 ก.ค. เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือผลกระทบ BREXIT ประเมินกรอบดัชนีแนวต้าน 1,485 - 1,500 จุด ด้านราคาทองคำมีแนวโน้มพักตัวลง ให้แนวรับ 1,330-1,335 เหรียญต่อทรอยออนซ์ แนวต้าน 1,375-1,380 เหรียญต่อทรอยออนซ์

น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า  ทิศทางตลาดหุ้นไทยสะท้อนปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากพรรค LDP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลชนะเลือกตั้งวุฒิสภาญี่ปุ่น  รวมทั้งการประชุม BOE ในวันที่ 14 ก.ค. โดยทาง Bloomberg Consensus คาดมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ 0.25% จากอัตราดอกเบี้ยเดิมอยู่ที่ระดับ 0.5% เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบของ BREXIT ประกอบกับที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแผนการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Infrastructure Fund วงเงิน 1 แสนล้านบาทซึ่งคาดว่ากองทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนในรูปแบบของรัฐและเอกชน (PPP) ทำให้แหล่งเงินทุนของโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยลบจากคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ประเมินว่า การที่อังกฤษตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) จะส่งผลให้ GDP ของอังกฤษหดหายไปมากถึง 2.5% ในปีหน้า และอาจลดลง 1-2.5% ภายในปี 2017 อีกทั้งปัญหา NPL ภาคธนาคารของอิตาลีที่มีมูลค่าสูงถึง 3.60 แสนล้านยูโร คิดเป็น 18.1% และไนจีเรียและซาอุดิอาระเบียได้เพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงล่าสุด 44.8 US/Barrel

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตา การประกาศงบ Q2/59 ของกลุ่มธนาคาร  วันที่14 ก.ค. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) และธนาคารกลางอังกฤษประชุมนโยบายการเงิน และการเปิดเผย GDP ไตรมาส 2/2559 ของประเทศจีน

ด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็กจำกัด กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ได้ Sentiment เชิงบวกจากคาดการณ์ญี่ปุ่นจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง รวมถึงการประชุม BOE มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อรับมือผลกระทบของ BREXIT อีกทั้งแรงซื้อดักงบและเงินปันผลครึ่งปี  อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากปัญหา NPL ภาคธนาคารอิตาลีที่พุ่งสูงขึ้นอาจทำให้มีแรงขายสลับเป็นรอบๆ

ดังนั้นประเมินว่า SET จะซิกแซกขาขึ้นเพื่อทดสอบ 1,485 - 1,500 จุด  โดยแนะนำซื้อเก็งกำไรแบบ Selective Buy ได้แก่ กลุ่มธนาคารและพลังงาน คาดว่ากำไร Q2/59 เติบโตขึ้น QoQ กลุ่มถ่านหิน เนื่องจากราคาถ่านหินทำ High ในรอบ 1 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 59 ดอลลาร์ต่อตัน และสะสมหุ้นกลุ่มปันผลครึ่งปีเด่น ได้แก่ INTUCH, ADVANC, KKP, TCAP และ SPALI

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ  นายสุทธิพงษ์  ศรีพรประเสริฐ นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ราคาทองคำเริ่มชะลอตัวการขึ้นและพักตัวในกรอบแคบ ๆ หลังค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากการที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่ง โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐประจำเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้  รวมถึงกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนมิ.ย. ส่งผลให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะนำข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งนี้มาประกอบการตัดสินใจในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางในหลายประเทศโดยเฉพาะธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)จะเดินหน้าใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำปรับลงในกรอบแคบเท่านั้นเนื่องจากสหรัฐรายงานตัวเลขอัตราการว่างงานปรับในเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดสู่ระดับ 4.9% หลังจากอยู่ที่ 4.7% ในเดือนพ.ค.  รวมถึงความกังวลผลกระทบจาก  Brexit

ดังนั้น ประเมินแนวโน้มราคาทองโลกด้านเทคนิคว่าราคาอยู่ในช่วงพักตัวออกข้างและเริ่มลงมาต่ำกว่าแนวรับเส้น 5 วัน อีกทั้งค่าสัญญาณ RSI ที่เริ่มปรับลงจากภาวะซื้อมาก  ทำให้ราคามีแนวโน้มพักตัวลง อย่างไรก็ตามแนวรับเส้น 10 วันและแนวโน้มขึ้นหลักยังรองรับอยู่  ส่งผลให้ราคาแนวโน้มพักฐานช่วงสั้นก่อนปรับขึ้นรอบใหม่ โดยมีแนวรับ  1,330-1,335 เหรียญต่อทรอยออนซ์  และแนวต้าน 1,375-1,380 เหรียญต่อทรอยออนซ์


ญี่ปุ่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล สหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรป ทิศทางตลาดหุ้นไทย ผลกระทบจากBrexit บล.โกลเบล็ก