กสิกรไทย: จีนลดค่าเงินหยวน หลังเศรษฐกิจยังอ่อนแอ

12 August 2015






ธนาคารกลางจีน (PBOC) ปรับลดค่าเงินหยวน โดยดำเนินการผ่านการปรับวิธีการกำหนดค่ากลางอ้างอิงเงินหยวน/ดอลลาร์ฯ (PBOC Midpoint หรือ Central parity rate) ให้การเสนอราคาของ market maker ในแต่ละวัน สอดคล้องกับระดับปิดตลาดของเงินหยวนในวันทำการก่อนหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ ค่ากลางอ้างอิงเงินหยวนที่ PBOC ประกาศในช่วงเช้าวันที่ 11 ส.ค. 2558 อยู่ที่ 6.2298 หยวนต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 ปี และอ่อนค่าลงประมาณ 1.82% (มากที่สุดนับตั้งแต่ทางการจีนเริ่มมีการกำหนดค่ากลางอ้างอิงเงินหยวน) จากค่ากลางอ้างอิงที่ 6.1162 หยวนต่อดอลลาร์ฯ ในวันทำการก่อนหน้า โดย PBOC ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็น "One-time Correction" เพื่อให้การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงหลังจากนี้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงรอดูว่า ความเคลื่อนไหวของเงินหยวนในช่วงหลังจากนี้ จะเกาะกลุ่มไปกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคได้มากน้อยเพียงไร ขณะที่ ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลของจีน ก็น่าจะยังคงเป็นปัจจัยที่ชะลอกรอบการอ่อนค่าของเงินหยวนไว้ ตราบใดที่ทางการจีนยังไม่เปิดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อประเด็นนี้ ดังนี้ :-
- ความเสี่ยงในการชะลอตัวต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายๆ ด้านของจีน กดดันให้ทางการจีนจำเป็นต้องใช้ “ค่าเงินหยวน” มาเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการดูแลภาคการส่งออก และลดแรงกดดันต่อภาคธุรกิจจีน เพิ่มเติมไปจากที่ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ย สัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินแบบเฉพาะเจาะจง ตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผลจากการปรับลดค่าเงินหยวนในรอบนี้ ยังคงไม่สามารถเปลี่ยนภาพความสามารถทางการแข่งขันของเงินหยวนในปีนี้ได้มากนัก เพราะการลดค่าเงินหยวนแบบฉับพลันในวันนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดแรงขายสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชียตามไปด้วย (เงินริงกิตและเงินรูเปียห์แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 17 ปี เงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินเปโซฟิลิปปินส์แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี และเงินวอนอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 3 ปี) โดยในส่วนของเงินบาทนั้น ร่วงลงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 6 ปีครั้งใหม่ที่ 35.375 บาทต่อดอลลาร์ฯ

นอกจากนี้ เหตุการณ์ของเงินหยวนในวันนี้ก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่สกุลเงินอื่นๆ ในเอเชียเผชิญแรงกดดันไปแล้วตลอดช่วงหลายเดือนก่อนหน้าท่ามกลางกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed โดยเฉพาะเงินริงกิตมาเลเซีย เงินรูเปียห์อินโดนีเซีย และเงินบาท ที่ถูกกดดันเพิ่มเติมจากภาคการส่งออกที่หดตัวลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก (นอกเหนือไปจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจโลก) ขณะที่ เงินริงกิตก็มีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากปัญหาการเมืองในประเทศด้วย
โดยหากเทียบกับระดับสิ้นปี 2557 แล้ว เงินหยวนอ่อนค่าประมาณ 1.9% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งยังคงน้อยกว่า สกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย อาทิ เงินริงกิตมาเลเซียที่อ่อนค่า 11.7% เงินรูเปียห์อินโดนีเซียที่อ่อนค่า 8.9% รวมถึงเงินวอนเกาหลีใต้และเงินบาทที่อ่อนค่าประมาณ 7.0% (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ส.ค. 2558)

- สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เงินหยวนที่ถูกปรับให้อ่อนค่าลงนั้น น่าจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะมีผลกระทบต่อสถานการณ์การท่องเที่ยวและการส่งออกระหว่างไทย-จีน เนื่องจากเงินหยวนและเงินบาทต่างก็อ่อนค่าไปพร้อมกัน (ซึ่งส่งผลทำให้โดยสุทธิแล้ว เงินหยวนในวันนี้ อ่อนค่าลงประมาณ 1.3% เมื่อเทียบกับเงินบาท ขณะที่ ภาพรวมการเคลื่อนไหวนับจากต้นปี 2558 เงินหยวนก็ยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินบาทอยู่ประมาณ 5.2%) ดังนั้น ปัจจัยเรื่องค่าเงินเพียงอย่างเดียวอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ สถานการณ์การค้าระหว่างไทย-จีนนั้น มองว่า การหดตัวของการส่งออกสินค้าไทยไปจีน น่าจะมีสาเหตุสำคัญมาจากเรื่องราคาสินค้าส่งออกในหลายๆ หมวดที่ไทยส่งออกไปจีนได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมถึงสต็อกสินค้าของจีนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการจีนยังคงชะลอการนำเข้าจากไทย (มากกว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน/เงินบาท)



มองไปในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจจีนที่ยังอาจมีสัญญาณชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี 2558 อาจทำให้ทางการจีนจำเป็นต้องทยอยผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลังออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ อย่างไรก็ดี คาดว่า PBOC น่าจะทยอยปล่อยให้เงินหยวนเคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่าลงเป็นลำดับ (ไม่น่าจะมีการปรับลดค่าเงินครั้งใหญ่อีก) โดยคงจะต้องเข้าดูแลการเคลื่อนไหวของเงินหยวนเป็นระยะเพื่อสกัดการเก็งกำไรและลดโอกาสความเสี่ยงของภาวะเงินทุนไหลออก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์ของสกุลเงินในเอเชีย (และเงินบาท) ในช่วงหลายเดือนหลังจากนี้ น่าจะเป็นช่วงที่มีปัจจัยทับซ้อนกันหลายเรื่อง โดยในช่วง 1 เดือนจากนี้ แรงกดดันที่อาจจะทำให้สกุลเงินเอเชียยังคงเคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่าได้ต่อเนื่องนั้น จะเป็นเรื่องของกระแสการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งอาจเกิดขึ้นในรอบการประชุม FOMC วันที่ 16-17 ก.ย. 2558 ดังนั้น คงจะต้องติดตามตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ เดือนส.ค. 2558 ที่จะประกาศออกมาในช่วงต้นเดือนก.ย.นี้ อย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลดังกล่าวน่าจะเป็นหนึ่งในตัวแปรที่สะท้อนว่า จังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ (ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนของเงินดอลลาร์ฯ) จะมีความต่อเนื่องมากน้อยเพียงใดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า ความผันผวนของสกุลเงินเอเชีย ก็อาจเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เพราะนอกจากจะมีตัวแปรเรื่องดอกเบี้ยของสหรัฐฯ แล้ว ยังมีเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะมาเลเซีย และอินโดนีเซีย) ที่ยังฟื้นตัวล่าช้า และมีฐานะดุลต่างประเทศและระดับทุนสำรองฯ ที่อ่อนแอ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ลดค่าเงินหยวน ค่าเงินหยวน ผลกระทบ ผลกระทบเศรษฐกิจโลก