เหตุผล4ข้อ‘ทุนต่างชาติ’ โยกโรงงานไปเพื่อนบ้าน

7 July 2015






ล่าวถึงการลงทุนในต่างประเทศจากไทยสามารถแยกได้เป็น  3 กลุ่มหลัก  กลุ่มแรกคือ ทุนไทยที่นำธงไตรรงค์ไปปักต่างแดนมานานแล้ว ตามยุทธศาสตร์ธุรกิจ เช่น เครือเอสซีจี  ที่มีเป้าหมายก้าวขึ้นสู่ผู้นำในอาเซียนในธุรกิจที่ถนัด ซึ่งขณะนี้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และกระดาษและบรรจุภัณฑ์ เทียบชั้นที่ 1 ในอาเซียนแล้ว หรือเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ยักษ์ใหญ่เกษตรอุตสาหกรรมของไทย ขยายฐานการผลิตเข้าไปในกลุ่มอาเซียนเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดประเทศนั้นๆ มาหลายปีก่อนหน้านี้ตามวิสัยทัศน์ครัวของโลก กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ขยายการลงทุนออกไปตามกระแสการมาถึงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีที่เพิ่มโอกาสตลาดระดับภูมิภาค เช่น บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด(มหาชน) บมจ. ขยายโรงงานผลิตเมลามีน ไปเวียดนามเพื่อหวังประโยชน์จากค่าแรงตํ่าและเตรียมรองรับกับการเติบโตของตลาดเพื่อนบ้าน และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยและใช้ไทยเป็นฐานในการขยายการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน



อย่างไรก็ดีในช่วงปีที่ผ่านมาได้เกิดปรากฏการณ์สำคัญในแวดวงการลงทุนคือกระแสการโยกฐานการผลิตจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน   ตัวอย่างเช่น เดือนพฤษภาคม  ที่ผ่านมา บริษัท แอลจี อีเล็คทรอนิคส์(ประเทศไทย)ฯ ประกาศหยุดการผลิตจอทีวีในไทยที่เคยผลิตปีละ 3-3.5 แสนเครื่องต่อปี และย้ายไปผลิตในเวียดนาม เช่นเดียวกับซัมซุง ที่ลดกำลังการผลิตจอทีวีในไทยและย้ายไปผลิตในเวียดนาม ด้วยเหตุผล ค่าแรงที่ตํ่ากว่า และเมื่อเออีซีมาถึงการส่งออกสินค้าเป็นศูนย์ หรือ ก่อนหน้านี้หรือหลังวิกฤตินํ้าท่วมในปี 2554 บริษัท โตชิบา(ประเทศไทย)ฯ ย้ายการผลิตจอทีวีจากไทยไปมาเลเซีย เป็นต้น 


เหตุผลที่ทุนเคลื่อนย้าย


นายวิษณุ ลิ่มวิบูลย์ ประธานกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(...) ให้ความเห็นกับฐานเศรษฐกิจว่า เวลานี้เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอ
นิกส์และโทรศัพท์ชัดเจนขึ้น โดยค่ายซัมซุง แอลจี จากเกาหลีออกไปขยายตัวในประเทศเวียดนามและเป็นการออกไปขยายการลงทุนในสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นแทบทั้งสิ้น ในขณะที่ฐานการผลิตในประเทศไทย 4 ปีที่ผ่านมา ยังผลิตแต่สินค้ารูปแบบเดิมๆ


นายวิษณุยังมองอีกว่าการเคลื่อนย้ายทุนในกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมมีสาเหตุมาจากที่การลงทุนในมาเลเซียได้เปรียบกว่าไทยตรงที่มีฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่กว่าไทย  ขณะที่การลงทุนในเวียดนามจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 16 ปี คิดเป็น 2 เท่าของไทยในอุตสาหกรรมดังกล่าว ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามสามารถดึงโทรศัพท์ซัมซุง ค่ายเกาหลีเข้าไปปักหลักได้ ล่าสุดซัมซุงมีโรงงานมากกว่า 5 แห่ง ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่างๆเช่น ทีวี และโทรศัพท์ 


นอกจากนี้ปัจจุบันฐานการผลิตไทยไม่ดึงดูดใจให้ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆเช่นกลุ่มโมบายดีไวซ์ (อุปกรณ์พกพา) รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานและมีอายุแรงงานเฉลี่ยสูงขึ้น เข้าสู่ประเทศที่มีคนสูงวัยมากขึ้น ทำให้ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ต้องจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน


ค่าแรงตํ่าดูดทุนไหลออก


จากการสำรวจรายบริษัทของฐานเศรษฐกิจพบว่า ส่วนใหญ่ให้นํ้าหนักการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านว่า ประเทศไทยมีค่าแรงงานขั้นตํ่าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ดูจากก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่มห่ม(การ์เมนต์)เป็นกลุ่มแรกๆที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง จากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่า 300 บาททั่วประเทศ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ทำให้ออกไปลงทุนในกลุ่มประเทศCLMV(กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม)รวมถึงการลงทุนในอินโดนีเซียรวมจำนวนราว 30 บริษัท เพราะนอกจากได้ลดต้นทุนค่าแรงงานขั้นตํ่าแล้วยังได้รับสิทธิจีเอสพี (สิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษีศุลกากร) ด้วย โดยการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปหรืออียู(28 ประเทศ)ไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่การนำเข้าสินค้าเครื่องนุ่งห่มจากไทยต้องเสียภาษีนำเข้าสูง (สหรัฐฯเก็บ 25-30% และตลาดอียูเก็บ 12% ของราคาขาย) นอกจากนี้จะเห็นว่าเวียดนามเป็นประเทศเปิดใหม่ที่มีประชากรในวัยทำงานจำนวนมาก และมีอายุเฉลี่ย 17 ปี ถือเป็นส่วนที่ได้เปรียบไทยอีกประการ 


สิทธิประโยชน์ไทยเหนือกว่า


ขณะเดียวกันแม้ว่ากระแสการเคลื่อนย้ายทุนเกิดขึ้นเป็นระยะในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา แต่ก็พบว่าสถิติการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ)ในประเทศไทยยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และการให้สิทธิประโยชน์ทั่วไปโดยภาพรวมของไทยยังเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านในหลายๆส่วน(ดูตาราง) ยกเว้นประเด็นต้นทุนค่าแรงงานขั้นตํ่าที่สูงกว่า แต่การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมาก เช่น สิทธิประโยชน์ที่ให้จะต้องเป็นขนาดเงินลงทุนขนาดใหญ่ บางกิจการยังต้องมีการเจรจาต่อรอง


นายอรรจน์สิทธิ สร้อยทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ยืนยันว่า โดยภาพรวมการให้สิทธิประโยชน์ของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่า อีกทั้งมีระบบขนส่ง และมีฐานการผลิตชิ้นส่วนในประเทศรองรับการผลิตได้ดี โดยเฉพาะ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่วนใหญ่เป็นฐานการผลิตเดิมที่มีการลงทุนอยู่ก่อนแล้วจากกลุ่มทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนเป็นแพ็กเกจ 


สถิติคำขอส่งเสริมแผ่ว


อย่างไรก็ตามการที่บีโอไอปรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ระยะ 7 ปี (2558-2564) ที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 โดยไม่กำหนดโซนนิ่งและเน้นอุตสาหกรรมที่มีคุณค่าต่อประเทศให้ก้าวไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงใช้ทักษะและองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ฐานการผลิตไทยกำลังจะข้ามผ่านอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายและเชื่อว่าในช่วงรอยต่อของยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่จากนี้ไปจะเห็นภาพสถิติการขอรับการส่งเสริมแผ่วลงโดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุน


สอดคล้องกับสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสุทธิจากบีโอไอเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2558 เปรียบเทียบกับปี 2557 พบว่า มีตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 306 โครงการ จำนวนเงินลงทุนเพียง 48.25 พันล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2557 ที่มีจำนวนการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากถึง 471 โครงการ และจำนวนเงินลงทุนมากกว่า 297.92 พันล้านบาท


ขณะที่ตัวเลขการลงทุนทางตรงหรือเอฟดีไอของไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศปี 2546 ถึงเดือนมกราคม 2558 มีทั้งหมด 514 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 4.74 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งในรูปแบบตั้งโรงงานผลิตใหม่และการเข้าไปซื้อกิจการ


ปัจจัย  4  ประการ


ประมวลจากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นแรงจูงใจให้ทุนทั้งทุนไทยและทุนต่างแดนที่มีฐานการผลิตในไทยโยกย้ายออกไปมาจากเหตุผล 4 ประการ 1.เพื่อต้องการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อภายในประเทศที่เข้าไปลงทุน 2.เป็นการบริหารต้นทุนด้านค่าแรงงานสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากและมีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน 3.อุตสาหกรรมบางประเภท การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจะให้สิทธิประโยชน์เหนือกว่าไทย เพราะต้องการดึงดูดให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมนั้นๆมากยิ่งขึ้น 4. ยึดเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกเพราะได้รับจีเอสพี จากยุโรปและอเมริกา


ในสถานการณ์ดังกล่าว ชวนให้คิดว่า ฐานการผลิตในไทยหมดเสน่ห์แล้วหรือ หลังจากร้อนแรงมานานนับทศวรรษ.



นักลงทุนต่างชาติ วิษณุ ลิ่มวิบูลย์ กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม อรรจน์สิทธิ สร้อยทอง