เปิดใจทูตจีน ย้ำสัมพันธ์ ‘ลุ่มลึก-ครบวงจร’

29 June 2015







เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 40 ปีความสัมพันธ์จีน-ไทยในปีนี้ ฯพณฯ หนิง ฟู่ ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทย-จีน เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่หนักแน่นมั่นคงระหว่างทั้ง 2 ประเทศที่มีมายาวนาน นำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจและเป็นที่จับตามองอย่างมากในเวลานี้   


เราผ่านร้อนหนาวมา 40 ปี ทำให้ความสัมพันธ์จีน-ไทยแนบแน่นมั่นคง ทุกวันนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ ที่รวดเร็ว ลุ่มลึกและครบวงจรรอบด้าน อันเกิดจากการไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมืองซึ่งกันและกัน จีนยืนยันในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติอื่นๆ ดังนั้นไม่ว่าสถานการณ์การเมืองภายในประเทศของไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างจีน-ไทยก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเอกอัครราชทูตจีนเปิดประเด็นพร้อมยืนยันว่าการเดินทางเยือนระหว่างกันของบุคคลในระดับผู้นำทั้งฝ่ายจีนและไทยแสดงให้เห็นถึงความเคารพนับถือและการให้ความสำคัญต่อกันเป็นอย่างยิ่งส่งผลให้ความร่วมมือในด้านอื่นๆมีความราบรื่นตามมา


อาทิความร่วมมือทางการค้าระหว่างจีน-ไทย ที่มีการพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพ ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 1 ของไทย และในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศไทยก็เป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 4 ของจีน เมื่อย้อนกลับไปดูในปี 1975 (.. 2518) ซึ่งเป็นปีที่จีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ตอนนั้นมูลค่ารวมทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศมีแค่ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่จนถึงปี 2557 ยอดมูลค่ารวมทางการค้าระหว่างจีน-ไทยขยับขึ้นมาสูงถึง 72,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 3 พันเท่าตัว


จุดเติบโตใหม่ด้านการลงทุน


ท่านทูตจีนระบุว่าเศรษฐกิจของจีนและไทยมีส่วนเสริมสร้างซึ่งกันและกันที่สูงมากจึงน่าจะมีความร่วมมือให้มากขึ้นในเรื่องของการเชื่อมต่อทางคมนาคมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนโดยทั้งหมดนี้เรื่องของการลงทุนน่าจะกลายเป็นจุดเติบโตใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ปัจจุบัน จีนได้เปลี่ยนแปลงนโยบายจากที่เคยดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศเป็นหลัก กลายเป็นให้นํ้าหนักพอๆกันระหว่างการดึงดูดการลงทุนเข้าไปในจีนและการก้าวออกไปเพื่อลงทุนในต่างแดน 


จากตัวเลขของสมาคมธุรกิจจีนในประเทศไทย พบว่า มีบริษัทจีนที่มาลงทะเบียนเป็นสมาชิกสมาคมมากถึง 160 บริษัทครอบคลุมหลากแขนงอุตสาห กรรม ซึ่งผมคิดว่าในอนาคตข้างหน้า ความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างจีนกับไทยนั้น ควรจะเน้นหนักดังต่อไปนี้ คือ


1) ความร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลซึ่งทางตลาดไทยมีความต้องการสูงและจีนเองก็มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีเช่นเครื่องจักรกลเพื่อการก่อสร้างรถบัสแบบใหม่ฯลฯนอกจากนี้การพัฒนาความร่วมมือด้านการรถไฟระหว่างจีนกับไทยยังจะนำมาซึ่งการผลิตอะไหล่ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับข้องกับรถไฟเป็นต้น


2) การพัฒนาความร่วมมือในอุตสาหกรรมสีเขียวหรืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น การผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ การผลิตไฟฟ้าจากขยะ และโรงผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้พลังงานนํ้าขนาดเล็ก เป็นต้น  3) การพัฒนาความร่วมมือด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น การแปรรูปยางพารา ปัจจุบัน บริษัทผู้แปรรูปยางพาราของจีนซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ 8 บริษัท ได้ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยบางรายเข้ามาตั้งโรงงานแล้ว บางรายกำลังจะเข้ามาซึ่งคาดว่าในปี 2560 บริษัทจีนเหล่านี้จะสามารถแปรรูปหรือมีการบริโภคยาง พาราในไทยถึง 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 4 ของยอดผลผลิตยางพาราทั้งหมดของไทย


การที่มีบริษัทแปรรูปยางพารายักษ์ใหญ่ของจีนเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยนั้นจะทำให้ราคายางพาราในท้องตลาดของไทยมีเสถียรภาพขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาประโยชน์ให้กับชาวสวนยางด้วย  4) การพัฒนาความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระดับสูง เช่น ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมการสำรวจข้อมูลระยะไกล ระบบอินเตอร์เน็ตซีจี เทคโนโลยีการแพทย์และเภสัช เป็นต้น และ 5) ความร่วมมือทางด้านการเงิน โดยทั้ง 2 ฝ่ายควรที่จะรณรงค์ให้บริษัทของทั้ง 2 ประเทศใช้เงินตราของประเทศตัวเองในการชำระหนี้ของการค้าขายและการลงทุนซึ่งกันและกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนของค่าธรรมเนียมต่างๆ


แจงประเด็นการลงทุนระบบรางรถไฟ 


ท่านทูตจีนยอมรับว่าโครงการความร่วมมือเรื่องระบบรางรถไฟจีน-ไทยนั้นเป็นที่จับตามองจากหลากหลายวงการ โครงการนี้เริ่มมีการเจรจากันตั้งแต่ยุครัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทั่งถึงสิ้นปี 2557 นาย


หลี่ เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนกับพล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ มนตรีไทย ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อพัฒนาระบบรางรถไฟจีน-ไทย และ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าผลผลิตการเกษตรระหว่างจีนกับไทย


ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือรถไฟจีน-ไทย ภายใต้ความพยา ยามของทั้ง 2 ฝ่ายนี้ทำให้โครงการพัฒนาระบบรางรถไฟดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 2 ฝ่ายกำลังเจรจาในเรื่องการพัฒนารางรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ-แก่งคอย-หนองคาย และเส้นทางแก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด การประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรางรถไฟระหว่างจีน-ไทยจัดมาแล้ว 4 ครั้ง และกำลังจะจัดครั้งที่ 5 ในประเทศไทยในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ทั้ง
2
ฝ่ายได้เห็นพ้องกันแล้วในโครงสร้างและรูปแบบของความร่วมมือขณะเดียวกันก็ได้เริ่มการศึกษาความเป็นไปได้แล้วด้วย


มีบางเสียงได้พูดถึงว่าทางจีนมุ่งหวังผลประโยชน์ทางพาณิชย์ อยากจะได้ผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่อยากจะลงทุนอะไรเลย นี้เป็นคำพูดที่ถือว่าไม่มีเหตุผลเอกอัครราชทูตจีนชี้แจงว่า จนถึงขณะนี้ทั้งจีนและไทยยังไม่ได้มีข้อตกลงเรื่องรูปแบบการลงทุน เพราะว่าเป็นเงื่อนไขที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันอยู่แล้วว่าจะมาคุยรายละเอียดของรูปแบบการลงทุนด้วยกันหลังจากที่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเสร็จสิ้นลุล่วงและรู้วงเงินรวมที่แน่ชัดออกมาแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังเป็นขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ที่ครอบคลุมแบบการก่อสร้างความยาวที่แน่ชัดของรางรถไฟและสิ่งก่อสร้างพื้นฐานหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะต้องเสริมเพิ่มเติมว่ามีมากน้อยเพียงใดเมื่อเสร็จในเรื่องเหล่านี้แล้วจึงจะได้วงเงินรวมที่แน่ชัดเมื่อถึงเวลานั้นจึงจะพูดได้ว่าทั้งจีนและไทยจะแบ่งสัดส่วนของการลงทุนกันอย่างไร


ทางจีนเองได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วตั้งแต่แรกว่าพร้อมจะให้การสนับสนุนฝ่ายไทยอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเงินทุนเทคโนโลยีหรือการให้การฝึกอบรมแก่บุคลากรรวมทั้งการเปิดทางให้ไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างทางรถไฟ ตลอดจนการบริหารจัดการการเดินรถ จีนก็ยินดีถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งหมดให้ตามความต้องการของฝ่ายไทย อีกทั้งยินดีพิจารณาบริษัทรับเหมาก่อสร้างฝ่ายไทยที่มีความพร้อมและได้มาตรฐาน มาร่วมมือกันสร้างสรรค์โครงการดังกล่าว 


ฉะนั้น สรุปว่า รูปแบบการลงทุนสำหรับการพัฒนาระบบรางรถไฟภายใต้ความร่วมมือระหว่างจีน-ไทยนั้นจะเริ่มการเจรจาอย่างลึกซึ้งหลังการศึกษาความเป็นไปได้เสร็จสิ้นลง



ความสัมพันธ์ไทย-จีน การค้าไทย-จีน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย สัมภาษณ์หนิง ฟู่ ขุย