โพลล์ระบุร้อยละ 64.27ข่าวบนโซเชียล มีโอกาสคลาดเคลื่อนมากกว่าข่าวในสื่ออื่นๆ

28 March 2016






ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโส ,อาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช ประธานกรรมการ ,ดร.พิสิฐ พฤกษ์สถาพร กรรมการรองผู้อำนวยการ และอาจารย์วัฒนา บุญปริตร กรรมการรองผู้อำนวยการสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(ระดับอุดมศึกษา) แถลงผลการสำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นต่อการติดตามข่าวสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23 ถึง 28 มีนาคม 2559 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,167 คน

ศ.ดร.ศรีศักดิ์กล่าวว่า ในปัจจุบันเครือข่ายสังคมออนไลน์จัดเป็นช่องทางสำคัญที่ผู้คนหรือหน่วยงานองค์กรต่างๆใช้สำหรับเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารซึ่งรวมถึงสำนักข่าวต่างๆที่ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำเสนอข่าวสาร แต่อย่างไรก็ตาม การนำเสนอข่าวสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนอยู่เป็นระยะๆ เช่น การเขียนหัวข้อข่าวที่คลุมเครือไม่ชัดเจน การใช้คำหรือตัวสะกดผิด รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาข่าวที่ผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความเข้าใจผิดเป็นวงกว้างเกี่ยวกับข่าวที่นำเสนอ ขณะเดียวกันการนำเสนอข่าวผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ยังกลายเป็นช่องทางให้ผู้คนที่มีความเห็นแตกต่างกันเข้ามาตอบโต้กันไปมาซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมได้ นอกจากนี้การเข้ามาเขียนแสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าวของผู้คนบางกลุ่มยังใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย ไม่สุภาพ ซึ่งผู้คนในสังคมได้แสดงความห่วงใยและเรียกร้องให้มีการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอข่าวผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆ

จากประเด็นดังกล่าว สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นต่อการติดตามข่าวสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.81 และเพศชายร้อยละ 49.19 สามารถสรุปผลได้ดังนี้

ในด้านพฤติกรรมการติดตามข่าวสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 43.36 ระบุว่าในปัจจุบันตนเองกดปุ่มถูกใจ/ติดตามเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆประมาณ 7  ถึง 10 สำนัก รองลงมาระบุว่ากดถูกใจ/ติดตามประมาณ 4 ถึง 6 สำนัก และมากกว่า 10 สำนัก ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25.28 และร้อยละ 20.31 ตามลำดับ ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 11.05 ระบุว่า ตนเองกดถูกใจ/ติดตามประมาณ 1 ถึง 3 สำนัก

ในด้านพฤติกรรมการแบ่งปันและการเขียนแสดงความเห็นในข่าวสารที่นำเสนอบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆ กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 52.7 ระบุว่าตนเองเคยแบ่งปัน (share) ข่าวสารที่นำเสนอผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆบ้างเป็นบางครั้ง ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 32.76 ระบุว่าเคยแบ่งปัน (share) เป็นประจำ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 16.54 ระบุว่าไม่เคยเลย ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 47.04 ระบุว่าตนเองเคยเข้าไปเขียนแสดงความเห็นในข่าวสารที่นำเสนอบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆบ้างเป็นบางครั้ง ขณะที่กลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 24.08 ยอมรับว่าเข้าไปเขียนแสดงความเห็นเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.88 ที่ระบุว่าไม่เคยเลย และกลุ่มตัวอย่างเกือบสี่ในห้าหรือคิดเป็นร้อยละ 79.64 ระบุว่าตนเองไม่เคยเข้าไปเขียนแสดงความเห็นในข่าวสารที่นำเสนอบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆโดยที่อ่านเพียงเฉพาะหัวข้อข่าวและยังไม่ได้อ่านรายละเอียดข่าว ขณะที่มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 20.36 ยอมรับว่าเคย

ในด้านพฤติกรรมการเขียนแสดงความคิดเห็นและการเขียนข่าวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 63.24 ระบุว่าตนเองเคยพบเห็นการเขียนแสดงความเห็นโดยใช้คำไม่สุภาพ/หยาบคายในข่าวสารที่นำเสนอบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆเป็นประจำ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 26.22 ระบุว่าเคยพบเห็นบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 10.54 ระบุว่าไม่เคยพบเห็นเลย ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 66.07 ระบุว่าตนเองเคยพบเห็นการใช้คำผิด/ใช้ตัวสะกดผิดในการเขียนหัวข้อข่าวที่นำเสนอบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆเป็นประจำ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 24.68 ระบุว่าเคยพบเห็นบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 9.25 ระบุว่าไม่เคยพบเห็นเลย

ในด้านความคิดเห็นต่อการนำเสนอข่าวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆนั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 64.27 เห็นด้วยว่าการนำเสนอเนื้อหาข่าวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆมีโอกาสคลาดเคลื่อนไปจากข้อมูลจริงได้มากกว่าการนำเสนอผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์  นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 57.67 เห็นด้วยว่าการนำเสนอเนื้อหาข่าวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆมีความละเอียด ชัดเจน ครบถ้วนน้อยกว่าการนำเสนอผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์

นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 61.27 มีความคิดเห็นว่าการเขียนหัวข้อข่าวที่คุมเคลือ ไม่ชัดเจนบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆจะส่งผลให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดในเนื้อหาข่าว และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59.21 เห็นด้วยที่จะมีการเอาผิดทางกฎหมายกับผู้ที่เขียนแสดงความคิดเห็นในข่าวที่นำเสนอบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ของสำนักข่าวต่างๆโดยใช้คำไม่สุภาพ/หยาบคาย ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 31.45 ไม่เห็นด้วย ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 9.34 ไม่แน่ใจ

 


โพลล์ สังคมออนไลน์ ศรีศักดิ์ จามรมาน พรพิสุทฺธิ์ มงคลวนิช ข่าวสารบนเครือข่ายออนไลน์