ICAO–เมอร์สเขย่าตลาดหุ้น โบรกฯชี้ฉุดอุตฯเดินทาง-ท่องเที่ยว

24 June 2015






เปิดความเห็นนักวิเคราะห์ 2 มรุสมข่าวร้าย บล.เอเซีย พลัสฯ เชื่อประเด็นลบ ICAO-เมอร์ส กระทบจิตวิทยาลงทุนกลุ่มขนส่งทางอากาศ เบื้องต้นคาดไม่มีผลต่อกำไร รับหากอิงกรณีเลวร้ายในอดีต ไข้หวัดใหญ่ 2009 ราคาหุ้นปัจจุบันมีความเสี่ยงขาลง ระยะสั้นแนะหลีกเลี่ยงลงทุนบล.ดีบีเอส วิค


เคอร์สฯ ประเมินผลกระทบเมอร์ส ระยะสั้นฉุดอุตสาหกรรมเดินทาง-ท่องเที่ยว ส่วนหุ้นโรงพยาบาลได้ประโยชน์ ระยะกลาง-ยาว หากควบคุมได้ดีแรงซื้อจะกลับมาในหุ้นพื้นฐานอีกครั้ง


ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงในวันที่ 19 มิถุนายน 2558 ดัชนีหลุด 1,500 จุด ปิดตลาดที่ 1,491.46 จุด ลดลง 16.58 จุด หรือลดลง 1.10% มูลค่าการซื้อขาย 4.5 หมื่นล้านบาท มีแรงขายอย่างหนักในหุ้นกลุ่มการบิน โรงแรม และโรงพยาบาลบางบริษัท โดยหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ปรับตัวลงหนักที่สุด


2 ปัจจัยลบหลักที่ทำให้หุ้นไทยปรับตัวลงแรงสวนทางภูมิภาคซึ่งเป็นบวก คือ  1. กรณีที่กรมการบินพลเรือนไทย (บพ.) ถูกแจ้งเตือนจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ให้ปรับปรุงมาตร การกำกับดูแลความปลอดภัยสากล (SSC) โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ICAO ได้ให้สัญลักษณ์ธงแดงกับประเทศไทย หมายถึงการกำกับดูแลความปลอดภัยของบพ.ไม่มีมาตรฐานเพียงพอ และ 2. พบผู้ป่วยเมอร์สรายแรกในประเทศไทย


ความเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่อผลกระทบจาก 2 ปัจจัยลบดังกล่าว โดยนายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม  นักวิเคราะห์บมจ.หลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส มองในกรณีเรื่อง ICAO กรณีที่ฝ่ายวิจัยฯประเมินว่าเป็นไปได้ คือ ไม่มีมาตรการร้ายแรงถึงขั้นห้ามบิน ผลกระทบต่อสายการบินต่างๆ จากน้อยไปมาก ดังนี้


1. บมจ.การบินไทย (THAI) น่าจะได้รับผลกระทบน้อย แม้จะมีเส้นทางบินทั่วโลก แต่ปัจจุบันไม่ได้มีนโยบายเพิ่มเที่ยวบินหรือจุดบินใหม่ๆอยู่แล้ว


  2. ผลกระทบปานกลาง คือ บมจ.กรุงเทพการบิน (BA) ผู้ให้บริการสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มีเส้นทางบินส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาค อาจบั่นทอนศักยภาพการเติบโตเล็กน้อยในระยะกลาง เนื่องจากมีแผนขยายฝูงบินและพิจารณาเพิ่มจุดบินใหม่ๆ ในประเทศจีน (ปัจจุบันห้ามเพิ่มเที่ยวบิน) แต่ยังมีทางเลือกสามารถขยายไปประเทศอื่นๆ อาทิ อินเดีย


3. ผลกระทบมาก คือ บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV ) ผู้ให้บริการสายการบินแอร์เอเชีย เนื่องจากมีแผนขยายฝูงบินเช่นเดียวกับ BA แต่ระยะหลังการขยายเส้นทางนอกประเทศ มุ่งเน้นไปที่ประเทศจีน โดยแผนปัจจุบันจะมีการเปิดเส้นทางใหม่ 1 แห่งที่จีนปลายปีนี้ อาจต้องเปลี่ยนไปหาจุดบินใหม่ๆ ในประเทศอื่น อาทิ อินเดีย


4. กระทบมากสุด คือ บมจ.สายการบินนกแอร์ (NOK) เพราะจะส่งผลให้สายการบินนกสกู๊ต (NOK ถือหุ้น 51%) (สายการบินต้นทุนตํ่า มีเส้นทางบินระยะกลาง) ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีเส้นทางบินประจำ ร้องขอเปิดเส้นทางบินใหม่ๆที่มีศักยภาพ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ยากขึ้น จึงน่าจะส่งผลให้ต้องแบกรับผลขาดทุนต่อไป


ส่วนบมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT)นักวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัสฯ มองว่าอาจจะกระทบในแง่การเติบโตในระยะถัดๆไป เมื่อสายการบินต่างๆ เผชิญข้อจำกัดในการขยายตัวมากขึ้น ขณะที่ภาพรวมเชื่อว่าประ เด็นดังกล่าวจะบั่นทอนจิตวิทยากลุ่มขนส่งทางอากาศมากกว่ากระทบอย่างมีนัย ต่อผลประกอบการกลุ่ม จึงยังคงคาดกำไรกลุ่มฯปีนี้ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท


นายสุวัฒน์ กล่าวว่าส่วนกรณีโรคเมอร์สไม่น่ากระทบหนักเท่าไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วแต่ในครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยมีมาตรการตรวจสอบและควบคุมโรคที่เคร่งครัดดังนั้นมองว่าน่าจะกระทบจิตวิทยามากกว่าผลประกอบการกลุ่มขนส่งทางอากาศ


ทั้งนี้หากอ้างอิงกรณีโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยใช้เป็นกรณีเลวร้ายพบว่า ในช่วงที่มีการระบาดหนักๆ (เม..-มิ.. 52) จำนวนผู้ใช้บริการสนามบิน AOT และสายการบินไทยลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าราว 14% และ 17% ตามลำดับ ซึ่งเทียบเท่ากับ จำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลงราว 4-5% ต่อปี ซึ่งจากการศึกษาของฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ โดยทดลองปรับลดประ มาณการด้วยสมมติฐานผู้ใช้บริการทั้งปีที่ลดลง 5% พบว่ามูลค่าพื้นฐานกรณีเลวร้ายของ AOT, AAV, BA และ THAI คาดอยู่ที่ 295, 4.3, 17.0 และ 11.6 บาท ลดลงจากมูลค่าพื้นฐานปัจจุบันที่ 320, 6.0, 25.5 และ 15.3 บาท ที่ 8%, 28%, 33% และ 24% ตามลำดับ ทั้งนี้ในกรณีเลวร้าย พบว่าทั้งหมดยังมีความเสี่ยงขาลงจากราคาปัจจุบัน ระยะสั้นแนะนำให้หลีกเลี่ยงลงทุนไปก่อน


ด้านบทวิเคราะห์บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ วิเคราะห์ถึงผลกระทบของการเกิดโรคเมอร์สในไทย โดยคาดว่าระยะสั้นหุ้นในกลุ่มเดินทาง-ท่องเที่ยว ได้แก่ สายการบิน โรงแรม และสนามบิน จะได้รับผลกระทบทางลบจากความกังวลการแพร่ระบาดโรคเมอร์สในประเทศไทย


ขณะที่ในระยะกลาง-ยาวขึ้นกับนโยบายการบริหารจัดการของทางการ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขว่าจะทำได้มีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด หากทำได้ดีก็จะทำให้ความกังวลผ่อนคลายลง และกลับมาเลือกซื้อลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีอีกครั้ง


แต่หากเป็นกรณีที่ควบคุมไม่อยู่มีการแพร่ระบาดมากก็อาจลุกลามไปยังหลักทรัพย์ที่ลักษณะธุรกิจจะมีคนไปใช้บริการเป็นจำนวนมากเช่นห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเทรดหรือแม้กระทั่งการเดินทางเช่น BTS และ BMCL แต่เนื่องจากมีความจำเป็นในการเดินทาง จึงอาจได้รับผลกระทบน้อย


ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์บล.ดีบีเอสฯมองว่าหากมีการแพร่ระบาดของโรคมาก ได้แก่ โรงพยาบาล และประกันชีวิต-สุขภาพ แต่โรงพยาลที่มีคนไข้เป็นชาวต่างชาติมากๆ เช่น บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH)โดยราคาหุ้นในช่วงแรกอาจมีการเก็งกำไรรับข่าวดี แต่ต่อมาอาจตระหนักถึงว่าคนไข้อื่นๆ ที่ไม่เป็นโรคอาจลดความเสี่ยงจากการไม่ไปรับการรักษาในโรงพยาบาลเหล่านี้ ก็จะอาจจะเลี่ยงไปโรงพยาบาลปกติที่ไม่เน้นคนไข้ต่างชาติ



ICAO หุ้น องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ