"ปตท.–บีไอจี" จับมือใช้ความเย็น LNG ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม

14 ม.ค. 2562 | 07:32 น.
"ปตท.–บีไอจี" จับมือใช้ความเย็น LNG ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ใช้เงินลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท กำลังผลิตประมาณ 450,000 ตันต่อปี คาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2564

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ลงนามร่วมกับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี (BIG) ร่วมทุนโครงการ Air Separation Unit หรือ หน่วยแยกอากาศ โดยใช้พลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี (LNG) ในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ได้แก่ ไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอน เพื่อรองรับความต้องการใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ที่จะยังคงขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยโครงการตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ใช้เงินลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท กำลังผลิตประมาณ 450,000 ตันต่อปี คาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2564 พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐในโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor : EFC)

 

[caption id="attachment_374448" align="aligncenter" width="336"] ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ชาญศิลป์ ตรีนุชกร[/caption]

โดยโครงการ Air Separation Unit หรือ ASU เริ่มมาจากกลยุทธ์ของหน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. ในการนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะของแอลเอ็นจี (LNG) จากของเหลวไปเป็นก๊าซมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งปัจจุบัน พลังงานความเย็นนี้ถูกปล่อยไปกับน้ำทะเลจำนวนมาก ปตท. จึงได้ศึกษาร่วมกับบีไอจี (BIG) ซึ่งเป็นผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในกระบวนการผลิตได้ เป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 28,000 ตันต่อปี และลดการปล่อยน้ำเย็นของ PTTLNG ลงทะเล 2,500 ตันต่อชั่วโมง สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล จากการศึกษาร่วมกันพบว่า มีความเป็นไปได้ทั้งด้านเทคนิคและความคุ้มค่าต่อการลงทุนในเชิงพาณิชย์ จึงเกิดการร่วมทุนระหว่าง 2 องค์กร เพื่อจัดตั้งโครงการดังกล่าวขึ้น


big

นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ บีไอจี (BIG) ถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ ปตท. ร่วมกับบริษัทในเครือ ปตท. ถือหุ้น 51% เป็นการผนวกศักยภาพของทั้ง 2 องค์กร โดยบีไอจี (BIG) มีความรู้ความชำนาญในด้านเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรม และการตลาดก๊าซอุตสาหกรรม ในขณะที่ ปตท. มีความรู้ความชำนาญในการบริหารจัดการด้านพลังงานกว่า 40 ปี ซึ่งหน่วยแยกอากาศนี้จะใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกจาก บริษัท แอร์โปรดักส์ (Air Products and Chemicals, Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบีไอจี (BIG) และเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก หรือ อีเอฟซี (EFC) สนับสนุนการจัดตั้งตลาดกลางผลไม้คุณภาพสูงในพื้นที่อีอีซี (EEC) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ การร่วมมือกันระหว่างบีไอจี (BIG) และ ปตท. ในครั้งนี้ จะสามารถนำไนโตรเจนที่ผลิตได้จากโครงการไปต่อยอดนวัตกรรมในการรักษาคุณภาพความสดใหม่ของผลไม้ก่อนที่จะนำไปเก็บในห้องเย็น ทำให้สามารถเก็บรักษาผลไม้ไว้ได้และมีคุณภาพที่ดีขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกร และมุ่งตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้โลก

ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว