ไทยเนื้อหอม! หลังได้ "ใบเขียว" ย้ำ! ภาพพรีเมียมแบรนด์สินค้าประมงไทย

10 January 2019






"บิ๊กฉัตร" ยัน! ผู้นำเข้ากลุ่มยุโรปเชื่อมั่นสินค้าประมงไทยปลอดไอยูยู มั่นใจ! ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การทำประมงไทยปลอดไอยูยูและการค้ามนุษย์ คาดสะท้อนต่อการนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต




พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้นำเข้าสินค้าประมงไทยในทวีปยุโรป ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยียม โดยมีสมาคมผู้นำเข้าสินค้าประมงสหภาพยุโรปรายใหญ่เข้าร่วมงาน อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ประจำสหราชอาณาจักร, สมาคมการค้าที่สนับสนุนการค้าอย่างยั่งยืน (AMFORI) ว่า แม้ในช่วงที่มาประเทศไทยจะมีปัญหาความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และปัญหาการค้ามนุษย์ หรือ ไอยูยู แต่ต้องถือว่า ผู้นำเข้าในกลุ่มประเทศยุโรปยังคงให้ความเชื่อมั่นสินค้าประมงของไทยมาโดยตลอด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Seafood Task Force ที่ช่วยสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อแนะนำในการดำเนินการต่าง ๆ ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการที่แก้ไขปัญหาในระยะเวลาอันสั้น ทั้งที่เป็นการทราบดีทั่วโลก ว่า ปัญหาด้านการประมงนั้นใช้ระยะเวลาที่ยาวนานไม่น้อยกว่าสิบปี โดยสิ่งที่รัฐบาลไทยได้วางรากฐานการแก้ไขปัญหาการทำประมงของประเทศ ก็เพื่อมุ่งไปสู่การประมงอย่างยั่งยืนไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านกรอบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในการปฏิรูปการประมงของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับ




"พระราชกำหนดการประมง 2558 และพระราชกำหนดเรือไทย 2561 เป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับอนุสัญญาข้อตกลงสากล ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ UN หรือ FAO ที่จุดมุ่งหมายให้มีการทำการประมงอย่างยั่งยืน และมีความรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมงและกองเรือประมง ประเด็นที่หลายท่านเคยกังวลและตั้งคำถามอยู่เสมอว่า การประมงของประเทศไทยอยู่ในสภาวะที่ Over fishing หรือไม่ ภายใต้ความสามารถควบคุมกองเรือประมง ที่ทำการประมงได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงอยากให้มั่นใจได้ว่า สภาวะการประมงของประเทศไทยในวันนี้ไม่อยู่ในภาวะนั้นแน่นอน"




พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า วันนี้ทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยนับวันจะดีขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และมีการจัดสรรทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเป็นธรรมให้แก่ชาวประมงทั้งพื้นบ้านและพาณิชย์ นอกจากนี้ ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาการประมงอย่างยั่งยืนผ่านโครงการปรับปรุงการทำการประมง หรือ Fisheries Improvement Project : FIP ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาอยู่ในหลายพื้นที่และหลายกลุ่มสัตว์น้ำ และในส่วนของชาวประมงพื้นบ้านเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยการสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนประมงชายฝั่งและส่งเสริมให้เกิดการทำประมงภายใต้ "มาตรฐาน Blue Band" ซึ่งเป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อการทำการประมงที่ยั่งยืนของ




ส่วน "ชาวประมงพื้นบ้าน" ซึ่งจะเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมได้มากน้อยเพียงใด วันนี้ประเทศไทยมีระบบ MCS ที่มีประสิทธิภาพทั้งการควบคุมเรือไทยและเรือต่างชาติให้เป็นไปตามกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องและมาตรการ PSMA ภายใต้การทำงานของศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (PIPO) ใน 22 จังหวัดชายทะเลของไทย และด่านตรวจสัตว์น้ำ และที่ผู้นำเข้าให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า สินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของไทยปราศจากการทำการประมงไอยูยู ซึ่งสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่า วันนี้ระบบตรวจสอบย้อนกลับจนสามารถป้องกันสัตว์น้ำและสินค้าประมงผิดกฎหมายเข้ามาในสายการผลิตของไทย




ไม่ว่าวัตถุดิบที่นำเข้าสู่การผลิตจะเป็นวัตถุดิบในประเทศ หรือ นำเข้าจากต่างประเทศทุกช่องทาง และประเทศไทยจะดำเนินการพัฒนาเรื่องนี้ไปอย่างต่อเนื่อง นำพาประเทศไทยไปสู่การเป็น IUU-free Thailand เพื่อให้ผู้บริโภคได้มั่นใจว่า สัตว์น้ำที่นำเข้าและส่งออกจากไทยจะไม่ได้มาจากการทำประมงไอยูยู สำหรับด้านแรงงานเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้นำเข้าให้ความสนใจ โดยตลอดช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีการแก้ไขปัญหาไอยูยูนั้น ประเด็นเรื่องแรงงานในภาคประมงทะเล เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีการดำเนินการควบคู่กันเพื่อให้มั่นใจว่า การใช้แรงงานในภาคประมงทะเลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องนั้น อยู่ภายใต้หลักมนุษยธรรมและความรับผิดชอบ ซึ่งผลจากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้การรับอนุสัญญา ILO C188 เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะหลักการที่สำคัญได้มีการดำเนินการอยู่แล้วอย่างครบถ้วนและคาดว่าในปีนี้ประเทศไทยจะมีการยื่นสัตยาบันอนุสัญญาฉบับดังกล่าว




"ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลที่ดีต่อภาพลักษณ์การทำการประมงของไทย ให้พ้นจากข้อกล่าวหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หรือ ไอยูยู หรือแม้กระทั่งการค้ามนุษย์ ให้เป็นที่ประจักษ์กับสายตาชาวโลก โดยเฉพาะการสร้างความมั่นใจต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภคที่จะเลือกซื้อสินค้าประมงของไทยในอนาคต ซึ่งประเทศไทยจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริง คือ การส่งเสริมความยั่งยืนทางทะเลในทุกระดับ และมุ่งเน้นสร้างบทบาทการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรในการผลักดันไปสู่เป้าหมายของ SDG โดยการแบ่งปันประสบการณ์และสร้างกลไกความร่วมมือร่วมกัน เพราะความยั่งยืนทางทะเลไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องการประมงอย่างยั่งยืนเท่านั้น"




แต่ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก พร้อมที่จะร่วมรับผิดชอบกับประชาคมโลกในการรักษาทรัพยากรทางทะเลและการทำประมงอย่างรับผิดชอบ และยืนยันว่า สินค้าประมงจากไทยจะเป็นสินค้าที่มาจากการทำประมงที่ถูกกฎหมาย สนับสนุนความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรสัตว์น้ำ และมาจากแรงงานที่ได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน และไทยพร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกประเทศในโลกนี้ เพื่อร่วมกันกำจัดปัญหาการทำประมง IUU และปัญหาการค้ามนุษย์ในภาคประมงให้หมดสิ้นไป และนำไปสู่การประมงของประเทศและโลกไปสู่ความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชากรของโลกต่อไปด้วย" พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว



พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ฐานเศรษฐกิจ ประมง สหภาพยุโรป Thansettakij การค้า-การลงทุน ใบเขียวอียู สินค้าประมงไทย ผู้นำเข้าประมงไทย ปัญหาไอยูยู ไทยเนื้อหอม ใบเขียว พรีเมียมแบรนด์สินค้าประมง