สภากทม.เคาะ2เส้นทางลงทุนระบบฟีดเดอร์1.5หมื่นล้าน

6 November 2018






คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการเเนวทางด้วยระบบล้อ ราง เรือ และการเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมและการท่องเที่ยว สภากรุงเทพมหานคร หารือ RTC พัฒนาระบบขนส่งมวลชนรอง 2 เส้นทาง ลงทุน 1.5 หมื่นล้าน เร่งสรุปข้อมูลเสร็จภายใน 3 เดือนก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีเร่งสั่งการ ด้านเคที.จ่อบริหารจัดการโครงข่ายทั่วกทม.

พล.ต.ต.ประสพโชค พร้อมมูล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางระบบล้อ ราง เรือ และการเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมและการท่องเที่ยว สภากรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าการประชุมครั้งที่ 4 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนสำหรับการเร่งขับเคลื่อนระบบขนส่งมวลชนรองของกรุงเทพมหานครที่จะเป็นระบบฟีดเดอร์ป้อนสู่ระบบขนส่งมวลชนหลัก ซึ่งวันอังคารครั้งต่อไปจะนำเข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการอีกครั้งก่อนที่จะรวบรวมให้แล้วเสร็จพร้อมเสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเร่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ



ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอให้ดำเนินการ 2 เส้นทางนำร่อง ในพื้นที่โซนราชประสงค์ ถนนวิทยุ ส่วนเส้นทางที่ 2 จะครอบคลุมพื้นที่มักกะสันและถนนเพชรบุรี พระราม 9 รูปแบบรถแทรม(TRAM) วิ่งบนรางฝั่งซ้ายของถนนซึ่งรถประเภทอื่นสามารถร่วมใช้เส้นทางได้เป็นบางช่วง ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้นจะมีการนำเสนอในคราวประชุมครั้งต่อไป

“ยังจะขับเคลื่อนในภาพรวมด้วย 6 มาตรการ นั่นก็คือ 1.การควบคุมและสั่งการสัญญาณไฟจราจรด้วยศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร กองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.) เป็นแห่งเดียวจากปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 505 จุดจากการเฝ้าสังเกตุการณ์ของ 88 สถานีตำรวจ 2.การแก้ไขปัญหาคอขวด จุดตัด สะพาน และอุโมงค์ต่างๆ 3.การเชื่อมระบบ ล้อ ราง เรือ ให้เป็นระบบฟีดเดอร์ 4.การจัดสร้างที่จอดรถ(พาร์คแอนด์ไรท์) ให้เพียงพอ 5.การสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน และ 6.การสร้างวินัยจราจรและบังคับการใช้กฎหมาย คาดว่าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นภายใน 3 เดือนนี้ ก่อนจะเร่งเสนอนายกรัฐมนตรีเห็นชอบและสั่งการหน่วยเกี่ยวข้องรับไปดำเนินการเบื้องต้นนั้นจะให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการดังกล่าวทั่วกรุงเทพมหานคร”

เพิ่มเพื่อน



ด้านนายฐาปนา บุณยประวิตร นายกสมาคมการผังเมืองไทย และในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางด้วยระบบล้อ ราง เรือ และการเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมและการท่องเที่ยว สภากรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายมารุต ศิริโก รองประธานกรรมการบริษัท รีเจียนนอล ทรานซิท โคเปอร์เรชั่น จำกัด (RTC) ได้ร่วมกันชี้แจงแนวทางในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนรองในพื้นที่เขตชั้นในของกรุงเทพมหานคร

โดยชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ด้านต่างๆ ที่ได้จากการวางระบบขนส่งมวลชนรอง เช่น การเพิ่มโอกาสให้ผู้ทำงาน อยู่อาศัย และผู้ติดต่อธุรกิจบริเวณถนนสายรองในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชน ซึ่งจะทำให้ลดความจำเป็นในการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สำหรับกรุงเทพมหานครจะได้รับประโยชน์ทางตรงในการจัดการระบบการเดินทางได้ง่ายขึ้น ลดการแออัดด้านการจราจร สร้างสภาพแวดล้อมเมืองแห่งการเดินได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ประกอบการรถไฟฟ้าสายหลัก เช่น รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรียลลิ้งค์ รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีจะมีพื้นที่บริการเพิ่มมากขึ้นโดยสามารถใช้พื้นที่พาดผ่านของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนรองเป็นพื้นที่บริการได้ด้วย
นอกจากนั้น โครงข่ายขนส่งหลักจะมีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จากการประมาณการระบบขนส่งมวลชนรอง 1 เส้นทางที่ออกแบบตามเกณฑ์ ซึ่งมีพื้นที่บริการนับจากสถานี 3.2 กิโลเมตรพบว่า จะสามารถเพิ่มปริมาณผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 1,500 คนต่อชั่วโมง กรณีพื้นที่บริการมีความหนาแน่นของอาคารสำนักงาน โรงแรมและศูนย์การค้า และ 500 คนต่อชั่วโมงในย่านผสมผสานที่อยู่อาศัยกับพาณิชยกรรม ซึ่งจากการคาดการณ์เชื่อว่าปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคลในพื้นที่บริการขนส่งมวลชนรองจะลดลงไม่น้อยกว่า 20% ในช่วงปีแรกของการดำเนินการ และ 35% ในช่วงปีที่สอง

“สำหรับระบบขนส่งมวลชนรองที่จะพัฒนาในย่านชั้นในศูนย์เศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพมหานครนั้น เป็นการพัฒนาระบบรองเชื่อมต่อศูนย์เศรษฐกิจตามแนวรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรียลลิ้งค์ บีทีเอส และรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที โดยการวางโครงข่ายครอบคลุมย่านเศรษฐกิจสองข้างทางบริเวณถนนราชปรารถ ราชดำริ พญาไท สุขุมวิท นานา วิทยุ เพชรบุรี และถนนสายรองอื่นๆ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการในการวางแผนดำเนินการศึกษา และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงในอนาคต ส่วนงบประมาณการลงทุนรถไฟฟ้ารางเบาขนาดเล็กหรือ tram ระดับดินนั้นเฉพาะ 2 เส้นทางในย่านราชประสงค์คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท หากได้รับอนุญาตจะสามารถเริ่มก่อสร้างและลงทุนได้ทันที”



สภากรุงเทพมหานคร แนวทางการเเนวทางด้วยระบบล้อ ราง เรือ การเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมและการท่องเที่ยว