ฮับบินใหม่‘อู่ตะเภา’ โรดแมปเพิ่มศักยภาพขนส่งทางอากาศไทย

8 June 2015






การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ระหว่างกองทัพเรือและกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2558 ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ของการผลักดันให้สนามบินแห่งนี้ขึ้นแท่นฮับบินแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางอากาศของไทยให้รองรับการเติบโตของการเดินทางอากาศเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ


เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิถือว่าหนาแน่นการขยายศักยภาพของสนามบินโดยเฉพาะสุวรรณภูมิกว่าจะเสร็จก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีขณะที่แนวโน้มการขนส่งทางอากาศของไทยฉายแววเติบโตต่อเนื่องจากการเปิดเสรีการเกิดขึ้นของสายการบินใหม่และการขยายตัวของธุรกิจสายการบินต้นทุนตํ่า



1 แอร์พอร์ต 2 ภารกิจ


ดังนั้นการขับเคลื่อนสนามบินอู่ตะเภาภายใต้การดูแลของกองทัพเรือเพื่อนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เต็มตัวนอกจากภารกิจทางความมั่นคงหรือทางทหารจนเกิดเป็นการบริหารงานในรูปแบบ “One Airport Two Missions” ถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการสร้างโอกาสเพื่อรองรับการขยายตัวด้านการขนส่งทางอากาศของไทย และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง ภายใต้นโยบายของ บิ๊กตู่พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี


สนามบินบนพื้นที่ราว 22.3 ตารางเมตรแห่งนี้ หลายคนทราบดีว่าเป็นสนามบินที่มีมาตรฐานสากล แต่ที่ผ่านมาถูกใช้ในภารกิจด้านความมั่นคงทางทหารของกองทัพเรือ เพราะเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญ เช่นกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ เป็นที่ตั้งของ 9  ฝูงบิน ให้การสนับสนุนอากาศยานทหารต่างประเทศทั้งในภาวะปกติและไม่ปกติ ตลอดจนเป็นสนามบินในการรักษาอธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 12 ล้านล้านบาท รวมถึงการใช้งานเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินเมื่อเกิดความไม่สงบเรียบร้อย ความขัดแย้งในภูมิภาค หรือภัยธรรมชาติ อย่างนํ้าท่วมกรุงเทพฯเมื่อปี 2554 อู่ตะเภาก็เป็นสนามบินสำคัญที่มีบทบาทมากในช่วงดังกล่าว


 ขณะที่งานด้านพาณิชย์  ที่ผ่านมาก็มีการเปิดให้บริการอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะการให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ โดยเฉพาะจากรัสเซีย และการขนส่งสินค้าภายใต้ศักยภาพของอาคารผู้โดยสาร (ปัจจุบัน) ที่มีขนาด 2,610 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้ 400 คนต่อช่วงเวลา หรือราว 8 แสนคนต่อปี ซึ่งก็ถือว่ามีการใช้งานจริงน้อยมาก เพราะมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.2-1.3 แสนคนต่อปี หรือที่เคยสูงสุดก็อยู่ที่ราว 3-4 แสนคนต่อปี  มี 1 ทางวิ่ง กว้าง 60 เมตร ยาว 3,505 เมตร ลานจอด 49 หลุมจอด จอดอากาศยานแบบโบอิ้ง 747 ได้ 52 ลำและรองรับอากาศยานได้ทุกแบบ


แต่นับจากนี้ไปสนามบินนี้จะมีบทบาทในเชิงพาณิชย์มากขึ้นหลังจากบิ๊กตู่ประกาศขับเคลื่อนอู่ตะเภาเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ประกอบกับทางสนามบินเองก็ได้แสดงบทบาทในการเชิญชวนสายการบินต่างๆที่สนใจเข้าไปสยายปีก


ขณะนี้หลายสายการบินก็เริ่มมองเห็นโอกาสในการเข้าไปสร้างฮับบินแห่งใหม่  อย่างเมื่อเร็วๆนี้ กานต์แอร์ เข้ามาเปิด 6 เส้นทางบินเชื่อมโยงภูมิภาคโดยใช้อู่ตะเภาเป็นฐานการบินแห่งใหม่ อาร์แอร์ไลน์ก็เพิ่งเปิดเช่าเหมาลำขนนักท่องเที่ยวจีนไป-กลับ ร่วม 5 หมื่นคน เข้ามาเที่ยวพัทยาในช่วงตารางบินฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านไป และวางแผนจะจดทะเบียนจัดตั้งพัทยา แอร์ไลน์ส เพื่อทำการบินเส้นทางในประเทศข้ามภูมิภาค โดยใช้อู่ตะเภาเป็นฐานการบิน ส่วน แอร์เอเชีย มาเลเซีย ก็เตรียมเปิดบินอู่ตะเภา-กรุงกัวลาลัมเปอร์ วันที่ 16 กรกฎา คมนี้ เช่นเดียวกับ ไทยแอร์เอเชีย ก็วางแผนผลักดันอู่ตะเภาเป็นฮับบินแห่งที่ 5 เชื่อมเส้นทางบินในประเทศและระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้


การตัดสินใจของสายการบินเกิดจากหลายองค์ประกอบเพราะไม่เพียงแต่ความโดดเด่นของพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองพัทยาเพียง 30 กิโลเมตร  ศักยภาพของผู้โดยสารในภาคตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้านิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่หลายแห่งก็เป็นฐานลูกค้าสำคัญ รวมถึงหากเทียบค่าใช้จ่ายในการเปิดบินก็จะถูกกว่าสนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณ ภูมิ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท. ด้วยค่าธรรมเนียมในการขึ้น-ลงอากาศยาน (แลนดิ้ง) และค่าธรรมเนียมการจอดอากาศยาน (พาร์กกิ้ง) ที่มีส่วน ลด 25% รวมถึงการเติมนํ้ามันอากาศยาน ที่ทางสนามบินเจรจากับปตท.เสนอราคาในอัตราเดียวกับที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ   


3 เฟสเพิ่มศักยภาพสนามบิน


ขณะเดียวกันสิ่งที่จะตามมาหลังจากความร่วมมือของ 2 องค์กร คือ การส่งเสริมให้สายการบินจากต่างประเทศเข้ามาใช้อู่ตะเภาเป็นฮับบิน เฉกเช่นสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งเราจะเห็นทั้งการพัฒนาศักยภาพของสนามบิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำแผนและงบประมาณ เพื่อรองรับความเป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ผ่านการทำงานร่วมกันของคณะทำงานใน 2 ชุด คือ 1.คณะทำงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมกับภาย นอกท่าอากาศยาน และคณะทำงานวางแผนธุรกิจส่งเสริมกิจการของท่าอากาศยานอู่ตะเภา ที่จะเน้นการประชาสัมพันธ์และการจัดทำโครงการให้อินเซนทีฟแก่สายการบินจากต่างประเทศ เพื่อจูงใจให้เข้ามาเปิดบินตรงอู่ตะเภา


โดยแผนขยายศักยภาพของสนามบิน มีเป้าหมายการดำเนินงานใน 3 ระยะ ระยะที่ 1  (ปี 2558-2560) จะมีการเพิ่มศักยภาพการรองรับ ผู้โดยสารจาก 8 แสนคนต่อปี เป็น 3 ล้านคนต่อปี โดยใช้อาคารผู้โดยสารที่มีอยู่เดิมและอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขนาด 2.2 หมื่นตร.. รับผู้โดยสาร 1,500 คนต่อช่วงเวลา จะแล้วเสร็จในปี 2559


ส่วนการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมเชื่อมโยงท่าอากาศยานอู่ตะเภา กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศ ยานดอนเมือง และพื้นที่ท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ให้สามารถเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยนั้น กรมทางหลวงจะขยายทางหลวงหมายเลข 331 ตอนแยกทางหลวงหมายเลข 36 (พนมสารคาม)-บรรจบทางหลวงหมาย เลข 3 (อำเภอสัตหีบ) ระยะทาง 25.9 กิโลเมตร โดยขยายจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร กำหนดแล้วเสร็จปี 2560 ตลอดจนเตรียมการก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายพัทยา-มาบตาพุด (มอเตอร์ เวย์ สาย7) ระยะทาง 31 กิโลเมตร แล้วเสร็จปี 2561 และปรับถนนทางเข้า-ออกหลักในฝั่งตะวันตกของสนามบินให้สอดคล้องกับการบริการเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน


สำหรับแผนระยะที่ 2 (ปี 2561-2563) จะเตรียมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ความเห็นชอบของกองทัพเรือเท่านั้น เพื่อรองรับผู้โดยสารเป็น 5 ล้านคน (บนพื้นฐานอัตราการเติบโตของปริมาณการจราจรทางอากาศ  7%) โดยการเพิ่มการดำเนินการเชิงพาณิชย์ ในฝั่งตะวันตกให้มากขึ้น หากกองทัพเรือเห็นชอบ และการพัฒนาระยะที่ 3 (ปี 2563 เป็นต้นไป)จะศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ (Landside และ Airside) การพิจารณาก่อสร้างทางวิ่งเส้น(รันเวย์ เส้นที่ 2)  ระยะทางไม่ตํ่ากว่า 2.7 พันเมตร  และสิ่งอำนวยความสะดวกในการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศ ยานอู่ตะเภา ให้รองรับการเติบโตของกิจการการบินในอนาคต


ทหารเรือยังคงบริหารเอง


ขณะที่ในด้านการบริหารจัดการสนามบินนั้นกองทัพเรือจะเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานอู่ตะเภาเหมือนเดิมโดยยึดหลัก One Airport Two Missions และจะมีการผลิตบุคลากรเพื่อรองรับการให้บริการที่เพิ่มขึ้น แต่หากมีเที่ยวบินและผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์ กระทรวงคมนาคม โดยทอท. และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะเข้ามาอำนวยความสะดวกในการให้บริการด้านภาคพื้น (Ground Service) เฉพาะในกรณีที่กองทัพเรือร้องขอโดยตรงหรือให้ความเห็นชอบแล้วเท่านั้น


ส่วนบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัดหรือบวท. จะพิจารณาโครงสร้างห้วงอากาศที่ใช้ร่วมกันระหว่างเส้นทางบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้สอดคล้องกัน รวมถึงจะมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องในการเพิ่มบทบาทของการสร้างคลัสเตอร์ กลุ่มจังหวัดในภาคตะวันออกให้เป็นทัวริสต์ เดสติเนชัน เพื่อดึงดูดและกระตุ้นให้ผู้โดยสารมาใช้ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภามากขึ้น


นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองคือแผนการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยที่ล่าสุดจากผลการประชุมสัมมนาทดสอบตลาดโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยพบว่าความเห็นของเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ให้คะแนนสนามบินอู่ตะเภาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานมากที่สุดโดยเหตุผลหลักมองจากปัจจัยความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งชิ้นส่วนอีกทั้งในพื้นที่ท่าอากาศยานดังกล่าวการบินไทยยังมีที่ดินกว่า 100 ไร่การบินไทยยังสนใจนำพื้นที่ดังกล่าวมาเข้าร่วมพัฒนาโครงการอีกด้วย


ดังนั้นหากสเต็ปต่อไปกระทรวงคมนาคมขายไอเดียให้กองทัพเรือไฟเขียวให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินในสนามบินอู่ตะเภาได้บทบาทของสนามบินแห่งนี้ก็จะไม่เพียงแต่การขยายศักยภาพของการขนส่งทางอากาศของไทยเท่านั้นแต่ยังจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานอย่างที่ขายฝันกันในทุกรัฐบาลให้สำเร็จได้จริงเสียที!



สนามบินเชิงพาณิชย์ สนามบินอู่ตะเภา ขนส่งทางอากาศ