เร่งปรับโครงสร้างหนีหนี้เสีย SME แบงก์ยอดขายหด/สินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่ม

7 June 2015






เอสเอ็มอีแบงก์ เดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ งัด 3 มาตรการสกัดก่อนตกชั้นเป็นหนี้เสีย เหตุยอดขายยังหดตัวต่อเนื่อง 20-30% ด้านสาลินีเผยพบสัญญาณสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อเพิ่ม หลังกลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว 8 พันล้าน ระบุบางรายปรับโครงสร้างหนี้ถึง 3 ครั้งยังน่าห่วง-เสี่ยงไปไม่รอดกระทบจ้างงาน 5 หมื่นคน


นางสาลินี วังตาลประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์เปิดเผยว่า แม้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์จะประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกขยายตัวที่ 3% แต่ในทางกลับกัน หากโฟกัสไปที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่อยู่ฐานล่าง ยังไม่พบสัญญาณการปรับตัวที่ดีขึ้นมากนัก โดยอาจฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังประสบปัญหาตั้งแต่ขาดสภาพคล่องไล่ไปถึงยอดขายตกลงจากช่วงเดียวกันถึง 20-30% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอยู่ในต่างจังหวัดแทบทั้งสิ้น


เช่นเดียวกับในส่วนของธนาคารเอสเอ็มอีที่ยังไม่พบสัญญาณเชิงบวก แม้จะผ่านมาแล้ว 4 เดือน  ขณะที่เริ่มเห็นการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เกิดจากการปล่อยกู้ให้กับรายเล็ก ซึ่งต้องยอมรับว่าเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นขยับตามสินเชื่อ โดยเฉพาะเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียวมีเอ็นพีแอล ประมาณ 145 ล้านบาท โดยเป็นหนี้ไหลย้อนกลับ (Re-entry) มาจากลูกค้ารายย่อย รายเล็กที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มาก่อนหน้าแล้ว  จึงเป็นจุดอันตราย ในสภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้นแนวทางที่จะทำจากนี้ไป คือ การดูแลผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นทั้งลูกค้าและลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ให้กลับมาเป็นบวก ควบคู่กับ 3 แนวทางในการจำกัดเอ็นพีแอลไม่ให้ขยายตัวหรือการขายหนี้การปรับโครงสร้างหนี้และดูแลใกล้ชิดไม่ให้เกิดหนี้ตกชั้นไปเป็นหนี้เสียโดยจะใช้นโยบายช่วยเหลืออาทิลดดอกเบี้ยเงินกู้


ล่าสุดธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีและดอกเบี้ยสินเชื่อแฟกตอริ่งลง 0.25% นับเป็นมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น 2. หากเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ยอดขายตกหรือขาดทุนแล้วจะใช้นโยบายงดการชำระเงินต้น และ 3.ยืดระยะเวลาหรือการพักชำระหนี้ออกไป ซึ่งขณะนี้มีการรอเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวไม่ตํ่ากว่า 20-30%


หวังว่าธุรกิจเอสเอ็มอีน่าจะฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 และเห็นภาพชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จากปีที่ผ่านมาเดิมคาดว่า เอสเอ็มอีจะฟื้นตัวไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ แต่ปัจจุบันผ่านไตรมาส 2 มาแล้ว 2 เดือน สถานการณ์ก็ยังเหมือนกับปี 2557 หากเศรษฐกิจยังเป็นแบบนี้ต่อไปอาจมีผลกระทบต่อการจ้างงานไม่ตํ่ากว่า 5 หมื่นคน


อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการช่วยเหลือดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งการผ่อนปรนและอนุมัติสินเชื่อแล้ว ธนาคารจะเน้นพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเข้าไปร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรมแต่ยังขาดเงินทุน โดยจะเข้าไปในรูปแบบของกองทุน Private Equity Trust Fund ของกระทรวงการคลัง ขณะนี้มีรายชื่อรวม 17 กิจการ นำร่องใน 4 รายซึ่งส่วนใหญ่เน้นทำสินค้าประเภทเครื่องสำอาง วงเงินลงทุนตลอดโครงการ 500 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มได้ส่งเสริมได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ รวมถึงการพัฒนาเอสเอ็มอีที่มีขนาดกลางให้พัฒนาไปสู่การส่งออกทั้งระบบมีไม่ตํ่ากว่า 4 หมื่นรายจากฐานเอสเอ็มอีทั้งระบบที่ 2.7 ล้านราย (กิจการ)


CEOSME
นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)


นางสาลินีกล่าวอีกว่าขณะเดียวกันจะเร่งทำแผนดูแลตามแผนงานคือการวิเคราะห์ลักษณะลูกหนี้ซึ่งธนาคารจะแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีวงเงินกู้ 1-5 ล้านบาท, 5-15 ล้านบาท และ 15 ล้านบาทขึ้นไป ทำให้กระบวนการปล่อยสินเชื่อทำได้แม่นยำมากขึ้น เป็นระบบเดียวกันทั้งธนาคาร ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคไหนก็ตาม


ยืนยันว่ากระบวนการจัดกลุ่มลูกหนี้ไม่ได้ทำให้การปล่อยสินเชื่อยากขึ้น ตรงกันข้ามทำให้เรารู้ถึงจุดอ่อนและทำให้ช่วยเหลือได้ตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาพันธกิจของธนาคารคือการช่วยเหลือรายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารปกติได้ ซึ่งสิ่งที่ต้องเร่งผลักดันต่อจากนี้ คือ การขยายวงเงินสินเชื่อต่อรายจาก 15 ล้านบาทให้เพิ่มเป็น 30 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงการคลังเพื่อขออนุมัติแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า มีผู้ยื่นขอกู้วงเงินดังกล่าวเกือบ 10 ราย หรือประมาณ 300 ล้านบาทนางสาลินี กล่าวและว่า


แนวโน้มจากนี้ไปธนาคารน่าจะอนุมัติปล่อยกู้ได้เฉลี่ย 3 พันล้านบาทต่อเดือน  ปัจจัยหลักยังมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปอนุมัติสินเชื่อยากขึ้น แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงแต่แนวโน้มการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยก็ยังเป็นเรื่องยาก     


ด้านนายวรมิตรครุฑโตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่เอสเอ็มอีแบงก์ (ดูแลสายงานธุรกิจสินเชื่อ)กล่าวว่าตอนนี้พบปัญหาว่ามีธุรกิจเอสเอ็มอีไม่น้อยที่เป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ยื่นขอสินเชื่อแต่มีโอกาสสูงที่จะไม่ผ่านหรือต้องปรับแผนเนื่องจากขอสินเชื่อไปขยายธุรกิจโดยไม่มองเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ประเมินความเสี่ยงยอดขายตั้งไว้สูงแผนการตลาดไม่ชัดเจนทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์การอนุมัติ


อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการขยายสินเชื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากแต่อาจส่งผลให้เกิดหนี้เสียตามมาซึ่งโดยเฉลี่ยลูกค้าของธนาคารจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ 2 ครั้งต่อราย แต่หากช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวก็ต้องปรับโครง สร้างมากกว่านั้น ทั้งนี้ จากข้อมูลขนาดสินเชื่อที่ลูกค้าต้องการต่อรายสูงถึง 50 ล้านบาท แต่อำนาจของธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อต่อรายสูงสุดได้เพียง 15-30 ล้านบาทเท่านั้น


สำหรับเป้าการปล่อยสินเชื่อปี 2558 มียอดการอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท โดย ณ ปัจจุบันธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอีไปแล้ว 1.11 หมื่นล้านบาท และจากนี้ไปนโยบายการปล่อยสินเชื่อจะปรับให้มีความเป็นสากลมากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อลูกค้ารายย่อยรายใหม่ คาดว่าในช่วงที่เหลือจะสามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่า 5.073 พันราย เฉลี่ยวงเงินต่อรายไม่เกิน 15 ล้านบาท



สาลินี วังตาล เอ็นพีแอล หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เอสเอ็มอีแบงก์ ธพว.